
เยาวชนกับประชาธิปไตย
....ภุมรัตน์ ทักษาติพงษ์
กล่าวกันว่า บรรพบุรุษไทยได้สร้างบ้านเมืองเพื่อลูกหลาน รัฐบุรุษสร้างบ้านเมืองเพื่อคนในอนาคต ผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนซึ่งจะรับผิดชอบบ้านเมืองในวันหน้า แต่วันนี้ นักการเมืองบางพวกได้ทำและกำลังทำตัวอย่างเลวๆ ที่สร้างความสับสนให้กับเด็กและเยาวชน ดังที่เคยปรากฏมาแล้ว เมื่อเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งมองว่า คนโกงแต่ทำงาน หรือคนทำงานแต่โกง เป็นเรื่องที่รับได้ จนทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทยเริ่มวิตกไปตามๆ กัน
หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบด้านการศึกษา มุ่งเน้นแต่การสร้างเด็กเก่ง แต่ลืมสร้างเด็กดีมีคุณธรรม เน้นการสร้างความรู้ แต่ลืมสร้างปัญญาให้กับเด็ก จนเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งแยกแยะไม่ออกระหว่างความดีกับความชั่ว ความถูกและความผิด ความซื่อสัตย์สุจริตและการทุจริต
วันนี้นักการเมืองกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างความสับสนให้กับเด็กและเยาวชน เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยของไทย โดยเฉพาะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในรูปแบบวิธีการชุมนุมเรียกร้อง จนน่าเป็นห่วงว่าเด็กและเยาวชนอาจมองว่าการกระทำต่างๆ ของกลุ่มผู้ชุมนุมคือวิถีทางที่ถูกต้องของประชาธิปไตย
เด็กและเยาวชนต้องรู้ว่า การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุม เป็นหลักการของประชาธิปไตยที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญก็จริง แต่ต้องเป็นการใช้เสรีภาพโดยมีความรับผิดชอบ อยู่ภายใต้กฎหมาย สันติ ปราศจากอาวุธ ไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงจะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย จากการชุมนุมเรียกร้องที่ผ่านมา เราพอสรุปได้ว่า อะไรคือวิธีการประชาธิปไตย และอะไรที่ไม่ใช่วิธีการประชาธิปไตยในการชุมนุม
การปิดถนน ทำให้การจราจรติดขัด ฯลฯ ทำความเดือดร้อนและกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของประชาชน การใช้เครื่องขยายเสียงตลอดเวลารบกวนชาวบ้าน เช่นนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การใช้ความรุนแรงไม่ว่ารูปแบบใด ด้วยกายและวาจา เป็นการข่มขู่ คุกคาม เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองเรียกร้อง ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมเตรียมขวดมาเตรียมใส่น้ำมันเพื่อทำเป็นระเบิดขวด ไปเผาบ้านเผาเมือง เช่นนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การข่มขู่ คุกคามให้ผู้ชุมนุมไปจับหรือทำร้ายผู้นำและครอบครัวของผู้นำ การใช้เลือดคนหรือสัตว์ไปทำพิธีกรรม เอาไปเท สาด ตามสถานที่ราชการ สถานที่เคารพสักการะของประชาชน และบ้านพักของบุคคลสำคัญ ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การข่มขู่ คุกคาม ที่จะทำร้ายร่างกายคนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะ การปิดล้อมสถานที่ราชการ การบุกเข้าไปหรือยึดสถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนไม่ให้คนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การขัดขวางการประชุมระหว่างประเทศ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อกดดันรัฐบาลจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์และภาพลักษณ์ของประเทศ ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การก่อการจลาจล เผารถเมล์ เผาสถานที่ราชการ เผาชุมชน หรือข่มขู่ที่จะเผาบ้านเผาเมือง ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การข่มขู่คุกคามจะบุกเข้าไปในหน่วยทหาร การข่มขู่ขอตรวจหรือปลดอาวุธเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย การทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การยั่วยุเพื่อให้เกิดความรุนแรง หรือให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงในการปราบปราม เพื่อหวังให้เกิดความรุนแรง ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การลอบวาง ปา ยิง ระเบิดและอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด สถานที่ราชการ บ้านพักบุคคล ซึ่งเป็นการก่อกวนไม่ให้เกิดความสงบเรียบร้อย ข่มขู่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ใช่ประชาธิปไตย ฯลฯ
เมื่อได้ศึกษาจากบทเรียนของการชุมนุมว่าสิ่งใดบ้างที่ไม่ใช่วิธีการประชาธิปไตยที่เด็กและเยาวชนไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง การชุมนุมยังให้บทเรียนด้วยว่า อะไรบ้างที่เป็นประชาธิปไตยที่เด็กและเยาวชนสามารถถือเป็นแบบอย่างได้ กล่าวคือ
การอดทนอดกลั้นทางการเมืองต่อความเห็นต่างไม่ใช่ความรุนแรงทางการเมืองแต่หันหน้าเข้ามาพูดคุยหรือเจรจากัน เพื่อลดการเผชิญหน้าและความขัดแย้ง และหาทางออกของปัญหาร่วมกัน เป็นประชาธิปไตย
การที่รัฐบาลต้องฟังความเห็นของคนส่วนอื่นในภาคประชาสังคม ว่าคนส่วนอื่นของสังคมคิดอย่างไร ต้องการอย่างไร ฯลฯ ให้ประชาชนภาคส่วนอื่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เป็นประชาธิปไตย
การที่ภาคประชาสังคมออกมาปกป้องสิทธิของตนเองจากการถูกละเมิดโดยผู้ชุมนุม การประณามการก่อเหตุรุนแรง เช่น การใช้อาวุธสงคราม แต่ต้องกระทำอย่างสงบ สันติ เป็นประชาธิปไตย
การบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เป็นประชาธิปไตยแต่เจ้าหน้าที่ที่รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร พลเรือน ต้องใช้มาตรการป้องกัน ป้องปราม ระงับเหตุ จากเบาไปหาหนักและตามสัดส่วนของความรุนแรงที่ผู้ชุมนุมก่อขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และต้องมีผู้รับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น
การใช้เสรีภาพการชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นนั้น นอกจากผู้ชุมนุมต้องการแสดงความคิดเห็น หรือบอกความต้องการของตนให้ภาครัฐและประชาชนได้รับทราบแล้ว ผู้ชุมนุมต้องฟังเสียงคนไทยส่วนอื่นในสังคมด้วยว่า พวกเขามีความเห็นอย่างไร พวกเขาต้องการอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นการเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า ประชาธิปไตย
หวังว่าเด็กและเยาวชนคงได้แนวคิดไปบ้างว่า เราจะเลือกรับเฉพาะวิธีการชุมนุมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประชาธิปไตย สันติ อหิงสา และเป็นสิ่งที่อารยชนนิยมทำเท่านั้น เราต้องปฏิเสธวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และปฏิเสธบุคคลที่ไม่มีจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตย







