
2.2ล้านล้าน
ช่วงนี้มีการประโคมข่าวเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่าเมื่อไรจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
ช่วงนี้มีการประโคมข่าวเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่าเมื่อไรจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าจะเข้า ครม. ตั้งแต่ก่อนสิ้นปีที่แล้ว ต่อมาก็มีข่าวว่าจะเข้าภายในเดือน ม.ค.ปีนี้ ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเดือนแล้ว
แต่เอาเถิดครับ เข้าเมื่อไรก็คงผ่านเมื่อนั้น เพราะคงไม่มีใครใน ครม. กล้าคัดค้าน ความสำคัญน่าจะอยู่ที่ตอนที่ พ.ร.บ. ไปเข้าสภามากกว่า เพราะถึงแม้จะใช้ระบบพวกมากลากไป แต่ก็คงถูกฝ่ายค้านถล่มยับเยินแน่นอน
ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพียงแต่อยากเห็นทุกอย่างกระทำกันบนโต๊ะ ไม่ใช่ใต้โต๊ะ ที่ผ่านมาคำชี้แจงที่ออกมาจากฝ่ายรัฐบาลค่อนข้างกำกวม สับสน และขาดความน่าเชื่อถือ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
หนึ่ง ประเทศชาติไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต มีความจำเป็นอะไรที่ไม่นำค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมเข้าไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐ และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาในฤดูงบประมาณ
เหตุผลที่ยกขึ้นมาฟังประหลาด และการเอาเข้าสภานอกฤดูงบประมาณทำให้ผิดปกติมากขึ้น เพราะถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ออกเป็น พ.ร.ก. ได้ เหมือนเรื่องน้ำท่วมที่อ้างความจำเป็นเร่งด่วนขอกู้ 3.5 แสนล้านบาท แต่ข้ามมาอีกปีงบประมาณแล้ว ความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ก็ยังไปไม่ถึงไหน
สำหรับเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ก็พูดกันมาพร้อมๆ กับเรื่องน้ำท่วมนั่นแหละครับ หากมีเรื่องเร่งด่วนมาก เอาเข้าสภารวมกับงบประมาณปี พ.ศ. 2556 ก็น่าจะทัน หรือถ้าไม่เร่งด่วนมาก จะรอเข้าพร้อมกับงบประมาณปี พ.ศ. 2557 ก็คงได้
กลายเป็นว่า เรื่องที่เร่งด่วนจริงๆ ต้องรอเรื่องที่ไม่ใคร่จะเร่งด่วน เพื่อให้อยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่ง อาจไม่มีเรื่องเร่งด่วนจริงๆ แม้แต่เรื่องเดียว
สอง ขัดกับหลักการจัดทำงบประมาณที่ดีที่ควรรวมศูนย์คำของบประมาณทั้งหมด แล้วพิจารณาว่ารายการใดมีความจำเป็นมากน้อยกว่ากัน ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณรวม
หลักการนี้เป็นหลักการที่ยึดถือและพร่ำสอนกันมานาน เพื่อป้องกันการฟุ่มเฟือยใช้จ่ายเกินตัว และลดโอกาสที่จะเกิดความซ้ำซ้อน ตลอดจนเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ง่ายต่อการตรวจสอบ หลักการนี้ทำให้ประเทศไทยมีประวัติด้านวินัยการคลังค่อนข้างดีมาโดยตลอด และช่วยให้เรารอดจากวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง แต่หลักการนี้ก็กำลังจะถูกทำลายลงพร้อมๆ กับการออก พ.ร.บ.เงินกู้ฉบับนี้
สาม มีคำชี้แจงที่วกวนและเข้าข่ายกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นบอกว่าการเอาเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ออกนอกระบบงบประมาณจะช่วยให้งบประมาณขาดดุลน้อยลง
ในความเป็นจริง การขาดดุลยังมากเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะกลายเป็นว่าไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณรวม
นอกจากนี้ ยังมีคำอธิบายว่า ได้โอนหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้ ธปท. แล้ว ทำให้ระดับหนี้สาธารณะของเราต่ำลง สามารถกู้ยืมได้มากขึ้น
ในความเป็นจริง หนี้สาธารณะของเรายังเท่าเดิมครับ บางคนเรียกการโอนหนี้ไปให้ ธปท. ว่าเป็นการซุกหนี้ด้วยซ้ำไป จะหลอกได้ก็เฉพาะประชาชนบางกลุ่มเท่านั้น สำหรับสถาบันต่างชาติ เวลาเขาวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือทางการเงินของเรา เขาต้องขุดคุ้ยเรื่องไม่ชอบมาพากลต่างๆ เหล่านี้ออกมาเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์อย่างแน่นอน
สี่ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไม่ใช่เรื่องทำครั้งเดียวจบ ทำครั้งนี้แล้วต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีก
ในความเป็นจริง ประเทศชาติไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ความจำเป็นในการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
ห้า รัฐบาลควรอธิบายให้ประชาชนฟังอย่างชัดเจนว่า เมื่อรวมเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทนี้กับกับงบประมาณรายจ่ายปกติ การขาดดุลในแต่ละปี ตลอด 7 ปีข้างหน้า จะเป็นจำนวนเงินเท่าไรบ้าง คิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรวม และคิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี
หก รัฐมนตรีคลังออกมาให้ข่าวว่า งบประมาณรายรับรายจ่ายปกติจะสมดุลภายใน 45 ปี เรื่องนี้เท่าที่สอบถามความรู้สึกของหลายคน ไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้จริง
คนที่ไม่ชอบรัฐบาลบอกว่า ตัวคนพูดจะพูดอย่างไรก็ได้ ขอให้ได้สิ่งที่ต้องการในวันนี้ อนาคตจะเป็นอย่างไรก็คงเป็นเรื่องของคนอื่น ส่วนคนที่ชอบรัฐบาลก็ยอมรับว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ใช้ กรณีนี้คงเป็นกรณีที่ดีที่สุด ซึ่งก็เป็นไปได้น้อยที่สุด
โครงการประชานิยมต่างๆ ทำให้รายจ่ายและภาระในอนาคตของภาครัฐสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น โครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลยังไม่เคยเปิดเผยว่า ขาดทุนเป็นเม็ดเงินแล้วเท่าไร ขาดทุนจากการตีราคาตามราคาตลาด จากการเสื่อมคุณภาพ และจากสต๊อกที่ไม่มีอยู่จริงอีกเท่าไร อนาคตคาดว่าจะเกิดภาระทางการคลังจากเรื่องนี้เพียงใด
นอกจากเอาใจประชาชนแล้ว รัฐบาลยังต้องเอาใจข้าราชการประจำด้วย โดยการปรับขึ้นเงินเดือนและสวัสดิการอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจและของฐานภาษี ในขณะที่การปรับปรุงประสิทธิภาพและระบบการทำงานตามไม่ทัน เรื่องนี้ก็มีแนวโน้มจะเป็นภาระทางการคลังหนักยิ่งขึ้นทุกวันเช่นกัน
เจ็ด หากรัฐบาลนี้ใช้เงินนอกระบบงบประมาณได้ ก็จะเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลต่อๆ ไปขอใช้สิทธิด้วย พูดง่ายๆ ใครจะยอมเสียเปรียบ
วงจรอุบาทว์ทางการคลังก็จะเกิดขึ้น และจะเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจต่อไป
ข้อสุดท้าย แม้แต่เวิลด์แบงก์ก็ออกมาเตือนเราเรื่องวินัยการคลังแล้วหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง จุดประสงค์ก็คงต้องการช่วยเบรก พ.ร.บ.ฉบับนี้
คำเตือนที่ทรงคุณค่ามากๆ ในความรู้สึกของผมคือ การก่อหนี้มากๆ ในขณะนี้อาจจะยังไม่ทำให้ภาระหนี้สาธารณะของเราเกินขีดอันตราย เรายังมีความสามารถในการกู้ยืม แต่ก็ควรเก็บความสามารถนี้ไว้ใช้ในยามจำเป็นมากกว่านี้ เช่น ในยามเกิดวิกฤต มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลานั้น แทนที่การคลังจะช่วยได้ เราอาจกลับถูกบังคับให้ต้องลดสัดส่วนหนี้สาธารณะลง







