
5 แนวโน้มของเงินลงทุนโดยตรงของโลก (จบ)
8...กฤติกา โพธิ์ไทรย์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย
1.การใช้นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในเชิงรุก
1.1 พิจารณาส่งเสริมให้มีการจัดตั้ง Super Investment Agency หรือศูนย์กลางการลงทุนในการติดต่อประสานงานกับนักลงทุนต่างชาติโดยตรง เพื่อเป็นหน่วยงานประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลด้านการลงทุน และกฎระเบียบ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในด้านต่างๆ อย่างครบวงจร ทั้งนี้อาจทำการขยายอำนาจและบทบาทของสำนักงานส่งเสริมการลงทุนและการจัดตั้ง One Start Service โดยให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องต่างๆ จัดตั้ง เช่น One Start Service ของกระทรวงการคลัง เป็นต้น
นอกจากนี้ ควรพิจารณาขยายผลนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความยุ่งยากซับซ้อนในการลงทุนและเพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทต่างชาติ
1.2 เร่งสนับสนุนการจัดตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (Regional Operating Headquarters : ROH) ให้มากขึ้น โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ แก่บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้ง ROH ในประเทศ เช่น ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ซึ่งในขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการ
1.3 ควรมีมาตรการช่วยเหลือบริษัทข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบริษัทในเครือที่เข้ามาตั้งสาขาในประเทศ เนื่องจากในภาวะวิกฤต บริษัทแม่ในต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะลดเงินลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น การเรียกคืนเงินกู้จากบริษัทลูก และการลดการลงทุน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ภาพรวม FDI ของไทยลดลง ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทข้ามชาติในประเทศ เช่น การปรับโครงสร้างให้บริษัทอยู่รอด การให้กู้ยืมเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ความยืดหยุ่นในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการให้สิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ เป็นต้น
2.การจัดทำนโยบายที่ชัดเจนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและทรัพยากรธรรมชาติ แม้ว่าประเทศไทยจะสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก แต่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน เหมืองแร่ ป่าไม้ และการร่วมลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ ควรมีมาตรการดูแลให้ชัดเจนมากขึ้น โดยทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ควรระบุให้ชัดเจนว่าธุรกิจใดนักลงทุนต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้และไม่ได้ รวมทั้งสัดส่วนการถือหุ้นในแต่ละประเภทอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและป้องกันผลกระทบที่มีต่อความมั่นคงของชาติ รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรในประเทศ ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มนโยบาย FDI ของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีทรัพยากรยังอุดมสมบูรณ์ได้เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องดูแลและจำกัดความเป็นเจ้าของของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ดังนั้นประเทศไทยควรพิจารณามาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับกับการลงทุนประเภทดังกล่าวอย่างทันท่วงที
3.การส่งเสริมการทำข้อตกลงด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศควรส่งเสริมการทำความตกลงและความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น ในกรณีที่ไทยไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนควรเร่งจัดทำอนุสัญญาภาษีซ้อน เพื่อให้นักลงทุนสามารถนำภาษีดังกล่าวมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้ และควรยกเว้นภาษีสำหรับเงินปันผลจากการลงทุน รวมทั้งการยกเว้นภาษีสำหรับกำไรส่งกลับประเทศ
นอกจากนั้น ความคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนบางประเภทและเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศล้วนมีความจำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนมากขึ้น และควรส่งเสริมความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศ (ทวิภาคีและพหุภาคี) เพื่อกำหนดมาตรฐานกฎระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างประเทศ รวมทั้งการคุ้มครองการลงทุนและการระงับข้อพิพาทให้เป็นมาตรฐานสากล
4.การลดความซับซ้อนของระบบภาษี และอัตราภาษีอยู่ในระดับที่เหมาะสม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้นควรพิจารณาอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน เนื่องจากการสำรวจพบว่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาตินั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกทำเลที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติ เช่น ในกลุ่มสหภาพยุโรป North American Free Trade Area และ Association of Southeast Asian Nations เป็นต้น รวมทั้งสหรัฐอเมริกาที่ Tax Incentives มีบทบาทอย่างมากในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการเลือกทำเลที่ตั้งจากทำเลที่มีลักษณะอื่นๆ ใกล้เคียงกัน และการใช้ Tax Incentives จะช่วยหลีกเลี่ยง
“First Move Risk” ซึ่งเป็นเครื่องมือในการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ในพื้นที่ใหม่ สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการลงทุนเป็นรายแรกนอกจากนั้น ในปัจจุบันทิศทางการเก็บภาษีของโลกมีแนวโน้มเก็บภาษีในอัตราเดียวและอัตราภาษีอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นระบบการเก็บภาษีของไทยควรพิจารณาเก็บในอัตราเดียว เพื่อลดความซับซ้อนและความยุ่งยากของระบบภาษีไทย ทำให้นักลงทุนเข้าใจได้ง่ายและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีควรเป็นอัตราที่เหมาะสม กล่าวคือไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศจนเกินไป จนทำให้ประเทศสูญเสียประโยชน์ที่จะได้รับ
5.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุน เนื่องจากการศึกษาและสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนพบว่าการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีนั้นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่นักลงทุนข้ามชาติใช้ตัดสินใจในการที่จะลงทุนหรือไม่ในประเทศต่างๆ แต่ปัจจัยสำคัญกว่านั้นที่นักลงทุนให้ความสำคัญนั่นคือ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ความมั่นคงทางการเมือง และต้นทุนแรงงาน
ดังนั้นรัฐควรเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุน
นอกจากนั้น ควรเตรียมการรองรับการเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทข้ามชาติ โดยทบทวนกฎระเบียบและแก้ไขให้มีความโปร่งใส ทันสมัยและชัดเจน ซึ่งเป็นความท้าทายของรัฐในการดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นหนึ่งที่รัฐควรให้ความสำคัญคือ การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งการใช้ TechnologyBased Investments สินค้าที่ผลิตได้จะมีลักษณะโดดเด่นและแตกต่างจากประเทศที่เน้นการใช้แรงงานเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันต้องมีการวิจัยและพัฒนาอยู่เสมอจึงจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
เนื่องจากในปัจจุบันความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกของไทยลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีน อินเดีย และเวียดนามที่มีค่าแรงที่ถูกกว่าและมีแรงงานจำนวนมาก ทำให้ความโดดเด่นของแรงงานไทยถูกลดบทบาทลง ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะและความชำนาญเฉพาะทางแก่แรงงานไทยเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างและข้อได้เปรียบมากขึ้น







