
บาทแข็งทำผู้ส่งออกทุนหายกำไรหด
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือระบุค่าเงินบาทแข็ง ส่งผลผู้ส่งออกขาดทุน คาดระยะยาวกระทบดุลการค้าไทย
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือระบุค่าเงินบาทแข็ง ส่งผลผู้ส่งออกขาดทุน คาดระยะยาวกระทบดุลการค้าไทย
ไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทเมื่อเปรียบเทียบค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ พบว่าแข็งค่าขึ้น 3.3% ขณะที่เทียบกับค่าเงินเยนนั้นแข็งค่าขึ้นเกือบ 20% ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในไตรมาสแรกปีนี้ แม้ว่าการเติบโตจะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ที่ 23% เพราะมีการสั่งซื้อสินค้ามาตั้งแต่ปลายปีก่อน แต่มูลค่าการส่งออกจะลดลง ในระยะยาวหากค่าเงินบาทยังแข็งค่าอยู่คาดว่าไทยจะขาดดุลการค้ามากขึ้น โดยตัวเลขขาดดุลในปี 2555 ประมาณ 6.47 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมส่งออกหลายประเภทจะขาดทุนกำไร โดยเฉพาะรายที่ต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศสูงจะมีผลการดำเนินงานขาดทุนได้ ส่วนข้อแนะนำที่หลายฝ่ายเสนอให้ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้านั้น ยอมรับยังมีข้อจำกัดสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี เนื่องจากการทำประกันความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากเอสเอ็มอีมีผลประกอบการไม่ดีมาก จะไม่สามารถทำประกันความเสี่ยงดังกล่าวได้ และหากเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบค่าเงินจนต้องปิดกิจการ ก็จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจ
“ปีนี้ไทยอาจขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง จะทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 9% ตามที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ หากจะผลักดันให้การส่งออกในแต่ละเดือนมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 2.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในเดือน ม.ค.นี้ มีมูลค่าการส่งออกเพียง 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ” ไพบูลย์ กล่าว
ไพบูลย์ กล่าวว่า สรท.ต้องพิจารณาการส่งออกในไตรมาสที่แรกของปีนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร เพื่อประเมินการส่งออกทั้งปีต่อไป ซึ่งจากผลที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งปัจจัยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทางส.จะประเมินสถานการณ์ส่งออกเป็นรายเดือนอย่างใกล้ชิด
สำหรับตัวเลขการส่งออกในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 2.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 3.12% ต่ำกว่าประมาณการที่คาดไว้ที่ 4.6-5.9% อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต้องการเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย หามาตรการป้องกันเงินที่จะเข้ามาเก็งกำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 2.75% ขณะที่สหรัฐและยุโรปอยู่ในระดับต่ำเกือบ 0% และดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนมากจนเกินไป และต้องดูแลไม่ให้แข็งค่าเกินประเทศคู่แข่งด้วย
ด้านวัลลภ วิตนากร รองประธานสรท. กล่าวว่า ในส่วนของการจัดกลุ่มประเทศคู่แข่งทางการค้าต่อไปทาง สรท. จะต้องแบ่งอย่างชัดเจน โดยจัดกลุ่มคู่แข่งไม่รวมไทยมีทั้งสิ้น 13 ประเทศ คือกลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ ที่เหลือคือ จีน อินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา ทั้งนี้ผู้ประกอบการส่งออกของไทยจะได้เจรจากับคู่ค้าได้ว่า ไม่ใช่ฝั่งเอเชียทั้งหมดที่ค่าเงินแข็งค่า แต่เกิดเฉพาะบางประเทศเท่านั้น







