
หลอกลวงแบบน่ารัก
....อรุณ จิรชวาลา
วันนี้เป็นวันแรกของเดือน เม.ย. ประเทศตะวันตก และอีกหลายประเทศในเอเชียที่เจริญกว่าเรา เรียกวันนี้ว่า เอปริลฟูลส์ (April Fools) เป็นวันแห่งการหลอกลวง แต่ต้องไม่มีเจตนาร้ายนะครับ ส่วนใหญ่ทำด้วยความคึกคะนอง และเพื่อความสนุกสนาน
หรือถ้าจะใช้ภาษาชาวบ้าน ซึ่งอาจฟังไม่สุภาพนัก แต่สื่อความหมายได้ชัดเจนกว่า คือคำว่า
“แหกตา”สมัยผมเรียนหนังสืออยู่ที่สหรัฐอเมริกา พอถึงวันนี้ จะเห็นเพื่อนนักเรียนชาวอเมริกันสร้างวีรกรรมอยู่เป็นประจำ เช่นปลอมตัวเป็นช่างบุกขึ้นไปเปลี่ยนป้ายชื่อร้านค้าจาก
“Whare House” (ร้านขายเครื่องใช้) เป็น “Whore House” (สถานที่ขายบริการทางเพศ)อีกปีหนึ่ง นักศึกษากลุ่มหนึ่งจัดทำหนังสือพิมพ์ฉบับปลอมของมหาวิทยาลัยคู่แข่ง และตอนเช้ามืดก็ขับรถไปตระเวนวางแทนฉบับจริง ทั้งพาดหัวและเนื้อข่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ที่นั่น จนต้องสอบถามกันวุ่นวายกว่าจะรู้ว่าถูก
“แหกตา”ในปี ค.ศ. 1975 ทีวีช่องหนึ่งในออสเตรเลียออกข่าวว่ารัฐบาลกำลังออกกฎหมายเปลี่ยนเวลาเป็นระบบเมตริก คือ 1 นาที มี 100 วินาที 1 ชั่วโมง มี 100 นาที และ 1 วัน มี 20 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น 10 ชั่วโมงก่อนเที่ยงกับ 10 ชั่วโมงหลังเที่ยง มีภาพประกอบเป็นนาฬิกาที่บนหน้าปัดมีตัวเลข 110 และมีบทสัมภาษณ์รองนายกรัฐมนตรี (ซึ่งให้ความร่วมมือหลอกคนดู) แสดงความชื่นชมระบบใหม่ หลังรายการมีคนโทร.ไปสอบถามมากมาย หลายคนบ่นว่าจะทำให้ชีวิตสับสนมากขึ้น
มีธุรกิจที่ถือโอกาสใช้วันนี้เพื่อผลในการประชาสัมพันธ์ กรณีที่โด่งดังและน่าจะได้ผลคุ้มค่าที่สุดเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1996 ที่บริษัท ทาโกเบลล์ ในสหรัฐลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ว่า บริษัทได้ซื้อลิขสิทธิ์ในระฆังสันติภาพจากรัฐบาลเพื่อช่วยแก้ปัญหางบประมาณขาดดุล และได้เปลี่ยนชื่อระฆังเป็น
“ระฆังสันติภาพทาโก” (Taco Liberty Bell) มีนักข่าวโทร.ไปสอบถามทำเนียบขาว โฆษกประจำทำเนียบก็หัวไว ตอบทันควันว่า อนุสรณ์สถานลินคอล์นก็ขายแล้วเช่นกัน และจะเปลี่ยนชื่อเป็น “อนุสรณ์สถานลินคอล์นเมอคิวรี” (Lincoln Mercury Memorial) ซึ่งเป็นชื่อรถยนต์รุ่นหนึ่งของฟอร์ดแต่บางครั้งคนก็เข้าใจผิดว่าเรื่องจริงเป็นเรื่องหลอก และทำให้เกิดความเสียหาย เช่นในปี ค.ศ. 1946 เกิดสึนามิถล่มฮาวาย สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนตายไปร้อยกว่าคน เป็นเพราะคนที่อยู่ชายทะเลไม่เชื่อว่าเสียงเตือนภัยเป็นเรื่องจริง
ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วนี้เอง โรงเรียนแห่งหนึ่งในเดนมาร์กเกิดไฟไหม้ หน่วยดับเพลิงรับแจ้งเหตุแล้วก็เฉย กว่าจะยอมมาก็หลังจากมีการแจ้งซ้ำอีกหลายครั้ง เล่นเอาโรงเรียนเกือบไหม้เป็นจุล
บ้านเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับประเพณีนี้ พอมีเรื่องให้ต้องหลอกลวงกันแบบน่ารัก ก็เลยไม่ได้ทำแค่วันเดียว แต่อาจจะต้องทำกันเป็นเดือน เป็นปี หรือจนกว่าระดับการพัฒนาของประเทศจะสูงขึ้น
ผมกำลังพูดถึงเรื่องที่สถาบันการเงินจะต้องชี้แจงให้ผู้ขอสินเชื่อทราบเป็นลายลักษณ์อักษรถึงเหตุผลที่ไม่อนุมัติสินเชื่อ ตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2553 และเริ่มมีผลบังคับใช้วันนี้
ธปท. อธิบายในประกาศว่า มีผู้ขอสินเชื่อไปร้องเรียนว่าสถาบันการเงินปฏิเสธโดยไม่ให้คำชี้แจงที่ชัดเจน และแต่ละสถาบันการเงินมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และอาจก่อให้เกิดภาพลักษณ์เชิงลบต่อสถาบันการเงินโดยรวม
โปรดลองนึกภาพดูว่า ถ้าสถาบันการเงินต้องพูดความจริง ในจดหมายจะมีข้อความอะไรบ้าง ตัวอย่างที่ผมนึกได้มีดังนี้
“
ประวัติของท่านไม่น่าไว้วางใจ”“
เครือญาติของท่าน หรือกรรมการบางคนในบริษัทของท่าน มีประวัติการเป็นหนี้เสียอย่างโชกโชน”“
สงสัยท่านจะมีหนี้สินนอกระบบเป็นจำนวนมาก แต่ท่านไม่ยอมแจ้งให้เราทราบ”“
คนที่รู้จักท่านบอกว่าท่านเป็นคนไม่น่าคบหาสมาคม หรือทำธุรกิจด้วย”“
สงสัยท่านจะไม่ใช่เจ้าของตัวจริง แต่เป็นนอมินีให้ผู้อื่น”“
สงสัยท่านอาจจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย หรือฟอกเงิน”ซึ่งเมื่อชี้แจงไปแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าผู้ขอกู้จะเกิดความกระจ่างและพึงพอใจ หรือจะโกรธและร้องเรียนหนักขึ้น
ที่แน่ๆ คือ ในกรณีเหล่านี้ สถาบันการเงินทั้งหลายคงไม่เสี่ยงพูดความจริง แต่หาวิธีชี้แจงแบบเลี่ยงๆ หรือคลุมเครือ เช่นคุณสมบัติ หรือเงื่อนไข ของท่านไม่สอดคล้องกับนโยบาย หรือมาตรฐาน การอนุมัติสินเชื่อของธนาคารธนาคารไม่มีนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจที่ท่านขอกู้
ผมเป็นห่วงแทนสถาบันการเงินทั้งหลายว่า ถึงผู้ขอสินเชื่อส่วนใหญ่จะยอมเลิกราไปด้วยดี แต่ก็คงมีหลายรายที่ไม่ยอม บางรายอาจต่อรองว่า ยินดีปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหรือเงื่อนไขเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของธนาคาร ขอให้บอกมาว่าจะให้ทำอะไรบ้าง
บางรายอาจร้องเรียนว่า ถ้าเป็นภาคธุรกิจที่ไม่สนับสนุน เหตุใดจึงไม่แจ้งให้ทราบแต่ตอนต้น เหตุใดจึงเสียเวลาพิจารณาตั้งหลายวัน ตลอดจนเหตุใดจึงไม่ประกาศให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่าจะไม่สนับสนุนธุรกิจอะไรบ้าง เป็นต้น
ลองนึกดูก็ได้ว่า คนที่ถูกปฏิเสธ จะรู้สึกว่าได้รับความชอบธรรมแล้วอย่างง่ายๆ ได้อย่างไร อย่างน้อยก็อาจจะยืนกรานว่าคำชี้แจงที่ได้รับยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
เป็นห่วงว่า ตราบใดที่ผู้ให้กู้ไม่มีสิทธิพื้นฐานที่จะปฏิเสธผู้ขอกู้ โดยไม่ต้องชี้แจงจนผู้ถูกปฏิเสธพอใจ ตราบนั้นปัญหาการร้องเรียนจะไม่มีวันหมดไป
อย่าว่าแต่สถาบันการเงินเลยครับ ขนาดศาลก็ยังมีปัญหา ตัดสินว่าผิด แต่จำเลยไม่ยอมรับว่าผิดก็มี
อรุณ จิรชวาลา







