
ชง 7 มาตรการรับมือค่าบาท
พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้จัดทำ 7 มาตรการลดผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยจะนำมาหารือในการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ในวันที่ 4 ก.พ.นี้ ก่อนที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป
พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้จัดทำ 7 มาตรการลดผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยจะนำมาหารือในการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ในวันที่ 4 ก.พ.นี้ ก่อนที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป
รายละเอียดของ 7 มาตรการ ประกอบด้วย 1.ธปท.ต้องดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนเร็วเกินไป 2.ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ากว่าคู่แข่งในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม 3.ควรผ่อนคลายกฎเกณฑ์การถือครองเงินตราต่างประเทศ 4.การลดวงเงินการทำธุรกรรมในการป้องกันความเสี่ยงและลดค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงมาตรการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น 5.ควรมีการแยกบัญชีต่างประเทศ ระหว่างบัญชีที่เข้ามาลงทุนกับบัญชีเก็งกำไร 6.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเร่งแก้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน และ 7.ให้ภาครัฐและเอกชนเร่งลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลกระทบทันทีกับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก โดยการแข็งค่าของเงินบาท ทุก 1 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้เงินในกระเป๋าของผู้ส่งออกหายไปประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท/เดือน หรือปีละ 2.16 แสนล้านบาท
“ช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ดูแลค่าเงินได้ดีมาโดยตลอด แต่ไม่เข้าใจว่าในเดือน ม.ค.เกิดอะไรขึ้น ค่าเงินถึงได้แข็งค่าขึ้นเร็วถึง 3.3% และในช่วง 2-3 วันมานี้ ค่าเงินเริ่มอ่อนลงมาเล็กน้อย เชื่อว่าอาจมีการทำอะไรบางอย่างกับค่าเงินบ้าง ส่วนค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไรนั้น ไม่สามารถระบุได้ ขอแค่ให้เคลื่อนไหวตามค่าเงินในภูมิภาคก็พอ ไม่ใช่แข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง” พงษ์ศักดิ์ กล่าว
สำหรับผู้ส่งออกที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดขณะนี้ คือ กลุ่มเอสเอ็มอีกลุ่มอาหาร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เกษตรแปรรูป ผลไม้กระป๋อง เนื่องจากใช้วัตถุดิบในประเทศ ต่างจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ค้าน้ำมัน ได้อานิสงส์จากการนำเข้า
นอกจากนี้ เอสเอ็มอีมีระบบการบริหารจัดการที่ไม่ดี การแข่งขันราคาก็สู้คู่แข่งไม่ได้ โดยเฉพาะจีน เวียดนาม ค่าเงินอ่อนกว่าไทย รัฐต้องช่วยโดยเร็ว ส่วนผู้ส่งออกภาคผลิต บริการ ที่มีรายรับ รายจ่าย เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ ควรปรับตัวรับความผันผวนนี้ เช่น ซื้อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และหาโอกาสลงทุนนำเข้าเครื่องจักรมาผลิตสินค้า







