
หนี้ครัวเรือนหนี้ของประเทศ
โดย...ช.ชดา
โดย...ช.ชดา
ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนานุแฟนคอลัมน์ของคุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ อย่าเพิ่งแปลกใจ พื้นที่คอลัมน์นี้ยังเป็นของคุณสมชาย แต่ท่านไม่สะดวก จึงขอเว้นวรรค 11 สัปดาห์ ดิฉันจึงต้องเข้าประจำการแทนชั่วคราว
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านรู้สึกเหมือนดิฉันไหมว่า ช่วงนี้การจราจรใกล้จะจลาจลขึ้นทุกวัน ซึ่งมีความเห็นจากหลายภาคส่วนว่าเป็นเพราะโครงการรถยนต์คันแรก ทำให้มีรถยนต์เพิ่มปริมาณมากขึ้นล้านกว่าคัน
เรื่องนี้ทางกรมการขนส่งทางบก พยายามยืนยันว่า การที่รถติดไม่ได้เป็นเพราะโครงการรถยนต์คันแรก แต่เป็นเพราะการขับรถอย่างไร้ระเบียบวินัย ผิดกฎจราจร เบียด ปาดหน้า แทรกคิวอย่างน่าเกลียด โดยเฉพาะบริเวณคอสะพานหรือช่องทางเลี้ยวตามแยกต่างๆ ทำให้รถติด
ว่าแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มที่จะเข้มงวด โดยจะจับและปรับผู้กระทำผิดกฎจราจรอย่างเด็ดขาด หลังจากที่เลิกตั้งด่านกลางวันไปตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพราะเห็นว่าการตั้งด่านของตำรวจจราจรเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถติด
ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องรถติด แต่ตั้งใจจะเขียนถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการรถคันแรก ที่ขณะนี้เริ่มเห็นธุรกิจบริการเกี่ยวกับรถยนต์มากขึ้น ทั้งโรงเรียนสอนขับรถยนต์ คาร์แคร์ ประดับยนต์ อะไหล่รถยนต์ อู่ซ่อมรถ เป็นต้น
ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องนี้ ได้รับอานิสงส์จากโครงการรถคันแรกที่จะมีความต้องการใช้บริการเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้มีการขยายงาน มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
ตามหลักการตลาด หากมีธุรกิจเหล่านี้เกิดขึ้นมาก ก็จะแข่งขันกันให้บริการที่น่าประทับใจ และเลยไปถึงการตัดราคาค่าบริการกันแบบใครดีใครอยู่
นี่เป็นเรื่องดีที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองเงียบราวกับป่าช้า เพราะคนหันไปกระหน่ำซื้อรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรก ได้ภาษีสรรพสามิตคืนสูงสุด 1 แสนบาท และได้ขับรถใหม่เอี่ยม และแน่นอนว่าจะไม่มีค่าบำรุงรักษามากนักในช่วง 3 ปีแรก
ไม่เพียงธุรกิจเต็นท์รถมือสองจะเงียบเหงา ค่ายรถยนต์ปีนี้ยอดขายคงทรงตัวหรืออาจจะลดลง ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งบริษัทรถยนต์คงทำใจได้ เพราะโกยกำไรปีที่แล้วไปเยอะ ปีนี้คงจะต้องเปลี่ยนรถยนต์รุ่นใหม่ออกมาเพื่อกระตุ้นยอดขาย
สำหรับคนซื้อรถยนต์เอง หากเป็นผู้ที่มีเงินเดือนสูง นิยามเงินเดือนสูงของดิฉันคือ 23 หมื่นบาทขึ้นไป จะผ่อนรถยนต์อีโคคาร์ราคา 5 แสนกว่าบาทมาขับก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง
จะผ่อนรถยนต์นาน 5 ปีก็ได้สบายมาก เพราะคงจะเสียค่างวดไม่เกินหมื่นบาท ยังมีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเพื่อการยังชีพและใช้จ่ายด้านอื่นได้อีก
แต่หากผ่อนทั้งรถยนต์ คอนโดมิเนียม หรือบ้านอยู่อาศัย แถมพ่วงไปผ่อนสินค้าอื่นๆ ด้วย ก็อาจจะทำให้ประสบกับปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง และนี่คือหนี้ครัวเรือนที่แบงก์ชาติเป็นห่วง จนไม่ยอมลดดอกเบี้ยลง เนื่องจากเกรงว่าจะไปกระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้น
หลายคนคงสงสัยว่า ฉันจะเป็นราชาเงินผ่อนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนอื่น หนักอะไรใครหรือ
การเป็นหนี้จะไม่เกี่ยวกับใคร หากมีหนี้และสามารถใช้หนี้ได้ ก็กลายเป็นลูกหนี้ปกติ
แต่หากมีหนี้เกินตัว คือมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นภาระของสังคม เป็นภาระของคนอื่น และอาจกลายเป็นปัญหาระดับชาติได้ หากลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสียกันมากๆ สถาบันการเงินที่ให้กู้ก็จะมีปัญหาและต้องเพิ่มทุนหรือสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่ม
หรือแบบที่รัฐบาลทำคือ พักหนี้ให้สำหรับผู้ที่มีหนี้กับธนาคารของรัฐ ซึ่งการแขวนหนี้แบบนี้เป็นการให้ธนาคารของรัฐรับภาระหนี้ไป ในที่สุดเมื่อแบงก์รัฐมีปัญหาต้องเพิ่มทุน ก็ต้องนำเงินงบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนไปอุดหนุน
เหตุการณ์แบบนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ฉะนั้นจะไม่ให้แบงก์ชาติเป็นห่วงคงจะไม่ได้
และระหว่างการจับจ่ายอย่างเพลิดเพลินของประชาชน ยอดการใช้จ่ายและบริโภคจะไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิต การค้าขาย เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสูงขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะดี
แต่หากการบริโภคเกิดจากการนำเงินในอนาคตมาใช้ ไม่ได้เกิดมาจากการที่เศรษฐกิจดีจริงๆ ในที่สุดแล้วเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะดีก็จะแฟ่บลงมา
เมื่อเศรษฐกิจแฟ่บลงมา ทีนี้ก็เรื่องใหญ่ เพราะจะกลายเป็นทั้งครัวเรือนหนี้ท่วมและประเทศชาติก็มีหนี้ท่วม
ที่ดิฉันเขียนมาทั้งหมดเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ซึ่งเป็นหลักการที่หนีไม่พ้น เนื่องจากทุกสิ่งเกี่ยวเนื่องและเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน
หากมีคนถามดิฉันว่าเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนสูงเหมือนที่แบงก์ชาติห่วงหรือไม่
ดิฉันก็ขอตอบว่า ห่วงเหมือนกัน เพราะโดยข้อเท็จจริงที่เห็นอยู่คือ การออมของภาคครัวเรือนของคนส่วนใหญ่ในประเทศมีน้อยมาก หากการออมมีน้อยเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ก็ไม่มีทางใดที่จะช่วยตัวเองได้ นอกจากกู้เงินหรือขายทรัพย์สิน
ฉะนั้น เศรษฐกิจระดับจุลภาคเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้เศรษฐกิจมหภาค
การอยู่ดีกินดีไม่ใช่จะทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มเท่านั้น แต่ต้องมีเงินเก็บออมไว้กินใช้ยามชราโดยไม่เป็นภาระของสังคมด้วยจึงจะถูกต้อง
ดิฉันก็เลยอยากถามว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพียงพอหรือยัง







