
สนิมเนื้อในปชป.ฉุดสุขุมพันธุ์แผ่ว
โพลโค้งแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) “พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โพลโค้งแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) “พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ”
จากพรรคเพื่อไทย ออกตัวแรงจนคะแนนเบียดขึ้นนำ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” แชมป์เก่าไปแบบเฉียดฉิว ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องเร่งปรับทัพสู้ศึกเลือกตั้งกันใหม่
ผลสำรวจ “เอแบคโพลล์” เรื่อง “โค้งแรกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใครนำใครตาม” ที่ทำการสำรวจความเห็นคนกรุงที่มีสิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 22-23 ม.ค. ระบุว่า คะแนน พล.ต.อ.พงศพัศ อยู่ที่ 41.8% นำ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ซึ่งได้เพียง 37.6%
พิจารณาในรายละเอียดเมื่อเทียบกับคะแนนช่วงก่อนวันรับสมัคร คะแนน “จูดี้” เพิ่มขึ้นสูงถึง 9.7% ขณะที่ “คุณชายหมู” เพิ่มขึ้นเพียง 5.9%
ไม่ต่างจาก “กรุงเทพโพลล์” เรื่อง “คะแนนนิยมโค้งแรกสู่การชิงชัยผู้ว่าฯ กทม.” ที่สำรวจระหว่างวันที่ 2123 ม.ค. พล.ต.อ.พงศพัศ เฉือนเอาชนะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แบบฉิวเฉียด 23.9% ต่อ 23.6%
สาเหตุที่คะแนนของ พล.ต.อ.พงศพัศ ขยับตัวสูงขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่า นอกจากฐานคะแนนของพรรค “เพื่อไทย” แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสดใหม่ และภาพลักษณ์ส่วนตัวที่สะสมมาตั้งแต่สมัยยังปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ
ที่สำคัญ ด้วยลีลาการหาเสียงสไตล์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น โหนรถขยะ ขับเรือ ขี่จักรยาน สับหมู ฯลฯ ล้วนแต่สร้างสีสัน เรียกความสนใจ ครองพื้นที่สื่อได้แทบทุกวัน ยิ่งทำให้ทั้งชื่อ ทั้งหน้าของ พล.ต.อ.พงศพัศ ติดหูติดตาคนกรุงอย่างรวดเร็ว
สวนทางกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เจ้าของเก้าอี้เดิม ที่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ จนกลายเป็น “จุดอ่อน” ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ในตำแหน่ง และทำให้การหาเสียงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างราบเรียบ ไม่หวือหวา
ยุทธศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พยายามแก้เกมด้วยการถล่มจุดแข็งฝ่ายตรงข้าม เสริมจุดอ่อนของตัวเอง ด้วยการชี้แจงผ่านการหาเสียง ให้สัมภาษณ์ หรือปราศรัย ว่าส่วนตัวเป็นจริงทำงานจริง ไม่สร้างภาพ แต่ทว่าผลที่ออกมาดูจะยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร
ยังไม่รวมกับผลพวงจากการถูกรุมถล่มจาก “เพื่อไทย” และ “ดีเอสไอ” ขยายแผลโจมตีผลงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล และการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งมีแต่จะบั่นทอนคะแนนเสียงขึ้นเรื่อยๆ
ทางออกด้วยการเร่งจัดทำแผ่นพับ เอกสาร ชี้แจงประเด็นที่ถูกโจมตี ทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไป หรือทำเป็นคู่มือแจก สส. สก. สข.พรรค ให้ไปช่วยชี้แจงอีกทอดหนึ่ง ยังไม่อาจสร้างความเข้าใจในวงกว้างได้
หลังแพ้คะแนนยกแรก “ประชาธิปัตย์” ระดมสมองปรับทัพลุยหาเสียงกันใหม่
เริ่มตั้งแต่ “ปราศรัยย่อย” ด้วยจุดแข็งของประชาธิปัตย์ที่มีขุนพลฝีปากกล้ากันเต็มพรรค นอกจาก 3 เวทีใหญ่ ที่เปิดฉากไปแล้วที่ลานคนเมือง และมีคิวจะปราศรัยใหญ่ที่วงเวียนใหญ่ช่วงกลางเดือนหน้า และปิดท้ายด้วยสวนเบญจสิริ
งานนี้ประชาธิปัตย์เสริมคิวปราศรัยย่อยดาวกระจายไปสื่อสารกับคนกรุงทุกวันศุกร์ โดยเน้นไปยังพื้นที่ที่คะแนนยังเป็นรอง “เพื่อไทย” โดยเฉพาะฝั่ง กทม.ตอนเหนือ และตะวันออก รวมถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรีที่กำลังถูกแซะอย่างหนัก
ตอกย้ำด้วยการระดม สส.ทั่วประเทศ เข้าไปช่วยลงพื้นที่เคาะประตูหาเสียง เน้นไปยังจุดอ่อนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เขตดอนเมือง บางกะปิ สะพานสูง บึงกุ่ม คันนายาว มีนบุรี หนองจอก คลองสามวา ลาดกระบัง
อย่าลืมว่าช่วงที่ผ่านมารอยร้าวหลังกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรคส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนทำให้ขาดพลังเดินหน้าร่วมหาเสียง และสะเปะสะปะไร้ทิศทาง การปลุกใจลูกพรรค สส. สก. สข. ให้ช่วยลงพื้นที่ครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อชัยชนะอย่างมาก
ส่วนแนวนโยบายที่ประกาศ 10 มาตรการเร่งด่วน 6 นโยบาย เดินหน้าสู่มหานครแห่งความปลอดภัย มหานครแห่งความสุข มหานครแห่งสุขภาพ มหานครสีเขียว มหานครแห่งการเรียนรู้ และมหานครแห่งอาเซียนอย่างเป็นทางการแล้ว ต่อจากนี้ก็จะใช้เป็นโครงสำหรับการเดินหาเสียงของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่จะขยายรายละเอียดของแต่ละนโยบายว่ามีรายละเอียดแต่ละด้านอย่างไร
ปัญหาใหญ่ของประชาธิปัตย์เวลานี้อยู่ที่การประกาศ “จุดขาย” ของเพื่อไทยภายใต้วาทกรรม “ไร้รอยต่อ” เลือกผู้ว่าฯ กทม.ให้เป็นเนื้อเดียวกับรัฐบาล เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาให้นโยบายต้องสะดุด
รวมไปถึงการขายพ่วงนโยบายแบบแพ็กเกจที่ลำพังอำนาจ กทม.อาจไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มจำนวนรถเมล์ฟรี รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นำสายไฟลงใต้ดิน ในขณะที่นโยบายจากฝั่งประชาธิปัตย์ยังต้องอยู่ในกรอบอำนาจของ กทม.เท่านั้น
ที่สำคัญ เพื่อไทยยังหยิบยกเหตุการณ์เมื่อครั้งมหาอุทกภัยใหญ่มาเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า หากได้ผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากพรรคเดียวกับรัฐบาล ก็จะทำให้แนวทางการแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จุดนี้ประชาธิปัตย์พยายามแก้ลำด้วยการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ใช้สนาม กทม. “ถ่วงดุล” การเมืองระดับชาติไม่ให้ “เพื่อไทย” เข้ามาบริหารแบบกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งหมด
พร้อมตอบโต้ด้วยการยืนยันแนวทางการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันรักษาผลประโยชน์ของชาว กทม. ไม่ยอมให้รัฐบาลเข้ามาสั่งซ้ายหันขวาหันได้ทั้งหมด แต่ต้องพิจารณายึดประโยชน์คน กทม.เป็นหลัก ซึ่งยืนยันไม่ยอมเปิดประตูน้ำให้น้ำท่วมเข้าพื้นที่สำคัญของ กทม.ในช่วงที่ผ่านมา
ยกต่อไปนับจากนี้คงต้องรอดูหลังปรับยุทธศาสตร์แล้ว คะแนนจะออกมาอย่างไรต่อไป และคงมีการปรับแต่งไปจนถึงโค้งสุดท้าย







