
แท็บเล็ตม.1ต้องเตรียมอะไร?
หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ประกาศและเตรียมดำเนินการตามนโยบายในการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พร้อมกับครูผู้สอน แน่นอนว่ามีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวอันเนื่องมาจากความไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลใจเกี่ยวกับการใช้แท็บเล็ตเพื่อตอบสนองต่อความบันเทิงมากกว่าเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ ดังนั้น ในบทความนี้จึงเริ่มต้นประเมินถึงความจำเป็นของเรื่องนี้เป็นลำดับแรก
หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ประกาศและเตรียมดำเนินการตามนโยบายในการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พร้อมกับครูผู้สอน แน่นอนว่ามีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวอันเนื่องมาจากความไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลใจเกี่ยวกับการใช้แท็บเล็ตเพื่อตอบสนองต่อความบันเทิงมากกว่าเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ ดังนั้น ในบทความนี้จึงเริ่มต้นประเมินถึงความจำเป็นของเรื่องนี้เป็นลำดับแรก
ต่อจากนั้นจึงจะพิจารณาถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับแท็บเล็ต และในประเด็นสุดท้ายเป็นส่วนของข้อเสนอต่อบุคคลต่างๆ ในสังคมไทยในการมีส่วนร่วมต่อการรับมือกับความเสี่ยงและจัดการเพื่อสร้างโอกาสในการใช้แท็บเล็ตเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนา
(1) หากจะต้องพิจารณาว่าวันนี้ เรามีความจำเป็นที่จะต้องแจกแท็บเล็ตให้กับเด็ก ม.1 หรือไม่ ต้องย้อนกลับไปพิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงในสังคม พร้อมกับพิจารณาในประสิทธิภาพของแท็บเล็ตว่าเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด
ปัจจัยที่ถูกนำมาพิจารณาก็คือ ปัจจัยด้านกฎหมาย โดยเฉพาะ “กฎบัตรอาเซียน” ซึ่งต้องพิจารณาใน 3 ประเด็น
1.1 การพิจารณาและกำหนดคุณสมบัติและทักษะพื้นฐานของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย และในฐานะของความเป็นพลเมืองอาเซียน ซึ่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่สังคมเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างเต็มที่ เปิดช่องให้เด็กสามารถใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่
2.1 การลดความเหลื่อมล้ำการสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมให้กับพลเมืองอาเซียน โดยเฉพาะสิทธิในความมั่นคงในชีวิต ซึ่งหมายรวมถึงโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ในส่วนนี้ “แท็บเล็ต” อาจจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษา
3.1 การสร้างทางเลือกและโอกาสในการสร้างความมั่นคงในด้านอาชีพวิชาชีพให้กับพลเมืองในสังคมไทย ภายใต้ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนในส่วนของเสาด้านสังคมและวัฒนธรรม หรือ ASCC อีกทั้งยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทุนมนุษย์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกรอบนโยบายไอซีที 2020 แน่นอนว่า “แท็บเล็ต” นี้สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพใหม่ให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาชีพด้านที่เกี่ยวข้องกับไอซีที เช่น นักพัฒนาแอพพลิเคชัน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าจากเหตุผลทั้งสามส่วนข้างต้น เป็นเหตุผลที่แท้จริงอันสำคัญที่ส่งผลให้เราคงต้องพัฒนาทักษะในการศึกษาและเรียนรู้โดยใช้ไอซีที เพื่อทำให้เด็กๆ เติบโตไปพร้อมกับโอกาสในการสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า “แท็บเล็ต”
(2) การเตรียมความพร้อมในการใช้งานแท็บเล็ตให้กับเด็ก กับสูตร 3 คูณ 3
หลังจากทำความเข้าใจกับเหตุผลที่แท้จริงของเรื่องนี้แล้ว ในส่วนนี้จะนำเสนอแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญและวิธีการในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เด็กนักเรียนจะใช้แท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงมากกว่าการนำไปใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาและการเรียนรู้อันนำไปสู่การพัฒนาตนเอง ชุมชนและสังคม
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับการเตรียมรับมือกับ “แท็บเล็ต” จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “แนวคิดพื้นฐานที่ใช้ในการจัดการ” เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพทั้งการจัดการความเสี่ยงในประเด็นที่หลายๆ คนกังวลเกี่ยวกับการใช้งานแท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงมากเกินไป และการเข้าไปจัดการเสริมสร้างโอกาสที่เกิดขึ้นจากประสิทธิภาพหรือความสามารถของ “แท็บเล็ต” รวมไปถึงการทำให้กลายเป็นเครื่องมือหรือกลไกเสริมในส่วนของกฎหมาย นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนไปในเวลาเดียวกัน
แนวคิดพื้นฐานที่ใช้ในการจัดการในเรื่องนี้ ประกอบด้วย 3 แนวคิดหลักๆ คือ 1.การกำหนดเป้าหมายในการใช้งาน เพื่อทำให้เด็กๆ ตระหนักถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการใช้งานแท็บเล็ต 2.แนวคิดเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานในการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อทำให้เด็กที่ใช้แท็บเล็ตเข้าใจ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการใช้และสามารถรับมือหรือจัดการปัญหาได้ และ 3.คือแนวคิดเกี่ยวกับการเคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์ และกติกาพื้นฐานในการใช้แท็บเล็ต อันเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติพื้นฐานของความเป็นพลเมืองในสังคมการปกครองระบอบประชาธิปไตย
จากแนวคิดพื้นฐานที่ใช้ในการจัดการนำมาสู่การจัดทำเป็นสูตรในการทำงานเบื้องต้นได้เป็น 3 คูณ 3 หมายถึงกำหนดเป้าหมายหลักๆ ของการใช้งานแท็บเล็ตไว้เป็น 3 เป้าหมาย และในแต่ละเป้าหมายจะประกอบด้วยทั้งสามแนวคิดพื้นฐานข้างต้นดังนี้
เป้าหมายแรก การใช้แท็บเล็ตเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาและการเรียนรู้ แท็บเล็ตสามารถทำให้เด็กๆ เข้าถึงข้อมูลเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกที่ทุกเวลา และภายใต้เป้าหมายแรก เด็กนักเรียนจะต้องมีทักษะสำคัญ คือทักษะรู้เท่าทันข้อมูล หรือสารสนเทศ (Information Literacy) โดยเด็กที่ใช้แท็บเล็ตจำเป็นที่จะต้องเคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยต้องรู้จักการเคารพและตระหนักในทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าของสิทธิ
เป้าหมายที่ 2 การใช้แท็บเล็ตเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เป็นการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ในหลายๆ เครือข่ายที่แตกต่างกัน หรือรู้จักเลือกใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในกลุ่มเครือข่ายที่หลากหลาย เช่น เครือข่ายสังคมข่าว หรือเครือข่ายสังคมสารานุกรมออนไลน์ ภายใต้เป้าหมายนี้ เด็กนักเรียนจะต้องมีทักษะสำคัญเพิ่มเติมก็คือ ทักษะรู้เท่าทันการสื่อสาร หรือรูปแบบของการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ (Communication Literacy) โดยจำเป็นที่จะต้องเคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเคารพสิทธิหน้าที่และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
เป้าหมายที่ 3 การใช้แท็บเล็ตเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอาชีพหรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาขับเคลื่อนสังคม หรือเป็นเครื่องมือในการใช้พัฒนาแอพพลิเคชัน ภายใต้เป้าหมายนี้ เด็กนักเรียนจะต้องมีทักษะรู้เท่าทันเทคโนโลยีหรือเทคนิคต่างๆ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เช่น การเจาะระบบไวรัส เป็นต้น
(3) ใครบ้างต้องเตรียมความพร้อม และเตรียมความพร้อมอย่างไร?
ในประเด็นนี้เป็นส่วนของข้อเสนอแนะในเชิงวิธีการที่พยายามจะทำให้กลายเป็น “แผนที่กลาง” ในการทำงาน เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่เชื่อมต่อกัน และเป็นการเชื่อมต่อการทำงานที่สามารถจัดการความเสี่ยงและสร้างโอกาสท้าทายในการใช้งานแท็บเล็ต
แน่นอนว่า ศธ. เจ้าภาพหลักในการดำเนินการตามนโยบายต้องเร่งพัฒนาและกระจายโครงสร้างพื้นฐานในการเข้าถึงและเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต โดยทำงานร่วมกับ กสทช. และเครือข่ายร้านเกมคาเฟ่ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม ต้องเร่งพัฒนาความรู้ให้กับครูผู้สอน รวมทั้งพัฒนาสังคมจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดต่างๆ ให้กลายเป็น “คนให้โจทย์” ที่สร้างสรรค์และท้าทายความสามารถในการใช้แท็บเล็ตอย่างสร้างสรรค์ หรืออาจจะอยู่ในฐานะของ “ผู้สนับสนุน” พัฒนาระบบการสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับครูที่สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือเพื่อขยายเป็นกลุ่มเครือข่ายครู ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน หรือ สสค. ได้
นอกจากนี้ ต้องเร่งพัฒนากระบวนการกำหนดแอพพลิเคชันพื้นฐาน เพื่อให้เด็กๆ มีแรงบันดาลใจในการใช้งานแท็บเล็ตอย่างสร้างสรรค์
หากเปรียบเทียบนโยบายนี้ กับคำขวัญวันเด็กที่เพิ่งผ่านพ้นไปอีกปี ศธ.ต้องมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างชัดเจน ไม่ให้นโยบายนี้อยู่ในสถานะเดียวกับคำขวัญในวันเด็ก ที่เป็นเพียงแค่การท่องประโยคเพื่อใช้แลกรับของขวัญในวันเด็กไม่ได้ต้องการให้เกิดผลลัพธ์ที่จริงจัง







