
ระบบราชการไทยไม่ปรับตัว อุปสรรคผู้นำอาเซียน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
วันที่ 29 ม.ค.ที่จะถึงนี้รับทราบ “รายงานการพัฒนาระบบราชการไทย ประจำปี พ.ศ. 2554” โดย ก.พ.ร.ได้สรุปภาพรวมของระบบราชการไทยไว้ ดังนี้
หน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหารมีทั้งหมด 4 ประเภท ประกอบด้วย ประเภทที่ 1 มีหน่วยงานในส่วนกลาง รวม 177 หน่วยงาน ส่วนภูมิภาค รวม 954 หน่วยงาน และส่วนท้องถิ่น รวม 7,853 หน่วยงาน ประเภทที่ 2 รัฐวิสาหกิจ 58 แห่ง ประเภทที่ 3 องค์การมหาชน 66 หน่วยงาน ประเภทที่ 4 หน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่ (หน่วยธุรการขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ) 8 แห่ง
ทั้งนี้ กำลังคนภาครัฐในฝ่ายพลเรือน ทั้งข้าราชการและบุคลากรประเภทอื่น มีทั้งสิ้น 2,112,684 คน ปรากฎว่า สถานการณ์ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบราชการได้น้อยลง เนื่องจากมีการปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งทั้งประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ทำให้ต้องยุบตำแหน่งระดับบรรจุทั้งประเภทวิชาการและประเภททั่วไป เพื่อนำอัตราเงินเดือนมาพอกเป็นเงินเดือนของตำแหน่งที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้มีเงินเดือนสอดคล้อง
“คนรุ่นใหม่จึงมีโอกาสในการเข้าสู่ระบบราชการได้น้อยลง โอกาสที่คนเก่งคนดีจะเข้ามาเป็นกำลังของระบบจึงเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้ระบบราชการไทยอยู่ในสภาวะที่ยากแก่การปรับตัว” รายงาน ระบุ
นอกจากนี้ สมรรถนะในการแข่งขันของระบบราชการไทยเชิงเปรียบเทียบต่อการประกอบธุรกิจ ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 19 จาก 183 ประเทศ และได้มีการตัดปัจจัยในการประเมินบางตัวออกไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยทำได้ดีมีคะแนนสูง ทำให้ลำดับของประเทศไทยถูกปรับลดลงไปอยู่ที่ 19
ในส่วนดัชนีสภาวะธรรมาภิบาล มิติประสิทธิผลของภาครัฐ และมิติคุณภาพของมาตรการควบคุม ยังคงอยู่ใน Percentile Rank ที่ 50-75
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 อันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของนานาประเทศ ซึ่งประเทศที่มีค่าดัชนีสูงสุดคือ ประเทศที่มีคอร์รัปชันน้อยที่สุด ซึ่งการจัดอันดับปี 2554 ประเทศไทยอยู่ในลำดับ 80 (ค่าดัชนี 3.4) โดยปรับลำดับลดลงมาจากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ลำดับที่ 78 (ค่าดัชนี 3.5)
หากพิจารณาจากค่าดัชนี เมื่อเทียบกับปีก่อน จะปรับดีขึ้น 0.1 คะแนน แต่ลำดับกลับลดลง หมายถึงการคอร์รัปชันในไทยลดลงเล็กน้อย แต่ภาพลักษณ์กลับด้อยลงเมื่อเทียบกับนานาประเทศ อย่างไรก็ดีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยในปี 2554 ดูดีขึ้น เมื่อพิจารณาย้อนไปในปี 2552 ซึ่งมีลำดับอยู่ที่ 84
ขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในลำดับเดียวกับประเทศโคลัมเบีย เอลซาลวาดอร์ กรีซ มอร็อคโค และเปรู ซี่งมีค่าดัชนี 3.4 เท่ากัน
สำนักงาน ก.พ.ร. ระบุอีกว่า ความพร้อมในการเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 64 และ 76 ในปี 2551 และปี 2553 ตามลำดับ ปัจจัยความพร้อมแต่ละด้านของการเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยยังเป็นประเด็นท้าทายที่จะต้องเพิ่มความเร่งในช่วงเวลาก่อน 2558 ให้มากกว่าความเร็วในการพัฒนาของช่วงที่ผ่านมา มิฉะนั้นโอกาสการเป็นผู้นำในภูมิภาคของอาเซียนของประเทศไทยในด้านนี้คงเป็นไปได้ยาก
สำหรับ อันดับประสิทธิภาพระบบราชการไทย พบว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศแรกที่ระบบราชการมีประสิทธิภาพ รองจากสิงคโปร์และฮ่องกง
ขณะที่ความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบราชการไทย ผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการจากการประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรอง ประจำปี 2554 พบว่า ส่วนราชการมีผลการประเมินเฉลี่ยสูงกว่าเป้าหมาย
เนื่องจากมีหลายส่วนราชการที่ผลการประเมินสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้มาก ในส่วนของจังหวัดมีผลการประเมินเฉลี่ยสูงกว่าเป้าหมาย ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาพบว่า ค่าคะแนนต่ำสุด และค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น และคะแนนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่ำลง ผลการประเมินการปฏิบัติงานขององค์การมหาชนในภาพรวมการปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
การผลักดันการพัฒนาระบบราชการไทย ในรอบปี 2554 ที่ผ่านมา สรุปสาระได้ ดังนี้
1.ตอบสนองความคาดหวังและความต้องการของประชาชน ได้มีการสานต่อการดำเนินงานจาก ปี 2553 โดยสนับสนุนให้มีการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้วยการจูงใจ ยกระดับพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน และสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการให้บริการ รวมทั้งเผยแพร่ผลงานการพัฒนาคุณภาพให้การบริหารของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
2.การปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิงบูรณาการ เกิดการแสวงหาความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับฝ่ายต่างๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ปรับกลยุทธ์การบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ รวมทั้งปรับปรุงระบบการประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวง
3.การมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้ คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่างๆ
4.การสร้างระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ประชาชน และสังคมโดยรวม
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานขั้นต่อไปของ ก.พ.ร. คือ การให้บริการประชาชนในสภาวะที่ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์วิกฤตอุทกภัย ได้มีการพัฒนาให้มีระบบการบริหารจัดการองค์การอย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะวิกฤต การเตรียมตัวของหน่วยงานภาครัฐ รองรับการเป็นประชาคมอาเซียน
นอกจากนี้ ได้ริเริ่มโครงการระบบการทำงานรูปแบบใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดีขึ้น
โดยเฉพาะการขยายผลการปฏิบัติราชการแบบเวอร์ช่วล (Virtual Office) อันจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสะดวก สามารถทำงานได้ทุกที่ มีความคล่องตัวในการทำงาน ประหยัดเวลาในการเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย เตรียมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบราชการไทยฉบับต่อไป (พ.ศ.2556 – 2560) และการเปิดให้ภาคเอกชนหรือองค์กรในภาคส่วนอื่นและชุมชนสามารถเข้ามาจัดบริการสาธารณะได้มากขึ้น
ขณะที่ ผลการดำเนินงานของสำนักงาน ก.พ.ร. ประจำปี 2554 สำนักงาน ก.พ.ร. มีหน้าที่หลักในการให้การสนับสนุนการทำงานของ ก.พ.ร. เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการและงานของรัฐอย่างอื่น โดยดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานที่ได้กำหนดขึ้นเพื่อรองรับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ.2551-2555) และได้ให้ความสำคัญกับการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศดำเนินกิจกรรมต่างๆ
เช่น การร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อการเสริมสร้างสมรรถนะระบบราชการไทยให้เป็นกลไกที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศและเป็นแบบอย่างที่ดีของประเทศในภูมิภาค รวมทั้งสนับสนุนการศึกษาดูงานของคณะผู้แทนจากหน่วยงานต่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการไทย
สำนักงาน ก.พ.ร. ได้วางยุทธศาสตร์ในการบริหารเพื่อให้การทำงานประสบผลสำเร็จ เกิดประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สำนักงาน ก.พ.ร. ได้คะแนน 4.4760 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ในผลการประเมินการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ 2554







