
การปกครองตามอัธยาศัย
ขอหลบการเมืองใน กทม.ที่สร้างภาพแข่งกันจนท้องไส้ไม่สบายหนีลงทางภาคใต้ดีกว่า เพราะยังไงๆ ก็ยังฆ่ากันอยู่เป็นปกติ
ขอหลบการเมืองใน กทม.ที่สร้างภาพแข่งกันจนท้องไส้ไม่สบายหนีลงทางภาคใต้ดีกว่า เพราะยังไงๆ ก็ยังฆ่ากันอยู่เป็นปกติ
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ขอหลบการเมืองใน กทม.ที่สร้างภาพแข่งกันจนท้องไส้ไม่สบายหนีลงทางภาคใต้ดีกว่า เพราะยังไงๆ ก็ยังฆ่ากันอยู่เป็นปกติ โดยที่รัฐบาลก็ยังสบายดี ซึ่งจะสังเกตได้จากลีลาพญาหงส์ที่นายกฯ คนสวย “พรีเซนต์” มอบนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศเมื่อต้นสัปดาห์นั้น
เรื่องที่น่าเศร้าใจที่สุดสำหรับปัญหาภาคใต้ก็คือ รัฐบาลแถลงอยู่แต่ฝ่ายเดียวว่าเป็นการกระทำของโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน แต่ก็น่าแปลกใจที่พวกโจรในแนวนี้ที่โดยปกติจะต้องออกมาโอ้อวดศักดา หรืออย่างที่ภาษาสื่อเรียกว่า “แสดงความรับผิดชอบ” ก็ดูไม่มีวี่แวว ถ้าจะบอกว่าพวกนี้เป็นขบวนการแบบกองโจร ก็ดูขัดๆ ความรู้สึก เพราะที่เคยรู้เคยเห็นอย่างพูโลและ จคม.ในอดีตก็ยังกล้าหาญแสดงตัวตน อย่างน้อยเมื่อถูกรัฐไทยประณามเช่นนี้ก็น่าที่จะมีใครออกมาโต้แย้งบ้าง (ดูอย่างกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่เป็นโฆษกให้ผู้นำเขมรนั่นปะไร)
เคยคุยกับทหารระดับเสนาธิการ ท่านบอกว่าในกรณีของภาคใต้นี้เรียกว่า “สงครามปีศาจ” หรือ Ghost War เพราะกลุ่มที่ก่อการไม่ประสงค์ที่จะปรากฏกาย รวมถึงผลงานที่แสดงออกในทางชั่วร้ายนั้นก็ไม่ประสงค์ที่จะให้รู้ว่าใครทำ ประการหนึ่งก็เพื่อไม่ให้ฝ่ายรัฐล่วงรู้ขุมกำลังและการเคลื่อนไหว อีกประการหนึ่งก็เป็นวิธีที่สามารถเขย่าขวัญให้ผู้คนหวาดกลัวได้มากกว่า (มิน่าทหารตำรวจทั้งหลายต่างก็ไม่อยากลงไปทำงานที่ภาคใต้ เพราะว่ากลัวผีมากๆ นี่เอง)
ระหว่างนี้ผู้เขียนต้องขึ้นๆ ลงๆ ภาคใต้ทุกสัปดาห์ เพราะจะต้องไปสอนนักศึกษาในโครงการความร่วมมือระหว่างกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่เรียกว่าหลักสูตรกำนันผู้ใหญ่บ้าน จึงได้มีโอกาสสนทนากับนักปกครองท้องที่เหล่านั้นในประเด็นต่างๆ ที่รวมถึงปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นด้วย หลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่า ที่รัฐบาลแถลงเรื่องนี้ออกมา กว่าครึ่ง “เฟก” หรือโกหกทั้งสิ้น
กำนันผู้ใหญ่บ้านหลายคนเชื่อว่า ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนเหล่านี้เป็นปัญหาอาชญากรรมธรรมดาเสียมากกว่า โดยเฉพาะปัญหาผู้มีอิทธิพลและยาเสพติด รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นและการแย่งชิงทรัพยากรในการทำมาหากิน แต่คนที่มีปัญหาในเรื่องเหล่านี้ได้อาศัยเรื่องการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนและความขัดแย้งทางศาสนา “สวมรอย” ไว้
ผู้เขียนเคยเป็นกรรมาธิการศึกษาปัญหาภาคใต้อยู่ระยะหนึ่งในช่วงรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ครั้งหนึ่งได้ลงไปสัมมนาร่วมกับผู้นำฝ่ายต่างๆ อยู่เป็นระยะกินเวลาหลายเดือน สรุปปัญหาได้ 3-4 เรื่อง และได้มีแนวทางแก้ปัญหาในแต่ละเรื่องนั้นไว้อย่างชัดเจน โดยได้เรียงลำดับปัญหาจากเบาไปหาหนัก และจากหนทางที่แก้ง่ายที่สุดไปจนถึงแก้ยากที่สุด
ปัญหาแรก คือ ความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่คนในพื้นที่เหล่านี้ (โดยเฉพาะคนมุสลิม) มีมอบให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มากนัก (ผู้เขียนพยายามใช้ภาษาวิชาการให้สุภาพ แต่ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านก็คือเขา “เกลียดและกลัว” ข้าราชการเอามากๆ) อันเป็นผลพวงมาจากการสั่งสมประสบการณ์ของชาวบ้านมาตั้งแต่อดีต วิธีแก้ปัญหาก็คือ คัดเลือกเอาคนในพื้นที่มาเป็นข้าราชการฝ่ายต่างๆ แต่ก็ยังมีปัญหาเพราะคนพวกนี้ส่วนหนึ่งกลับมาสร้างอิทธิพลขึ้นในพื้นที่เสียเอง กลายเป็น “ผู้ร้ายกลุ่มใหม่” ที่น่ากลัวกว่าเดิมเสียอีก โดยเฉพาะพวกที่ผันตัวเองมาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และสร้างปัญหาที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีกมาก
ปัญหาต่อมา คือ การแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่น ผลประโยชน์ทางการค้า และยาเสพติด ที่คณะกรรมาธิการสรุปว่าเป็นปัญหาของระบบทุนนิยมโดยแท้ และทำให้ปัญหาในเรื่องแรกคือผู้มีอิทธิพลนั้นรุนแรงยิ่งขึ้น โดยมีข้าราชการเข้าร่วมกระทำในอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายเหล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ สถิติบ่งชี้ที่สำคัญก็คือ ปริมาณการฆ่าคนที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต อันเป็นเพราะความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย แต่ที่สำคัญก็คือ ความเกรงกลัวในอิทธิพลของผู้แบ่งปันผลประโยชน์ให้ จึงยากที่จะจับตัวคนผิดมาลงโทษ อนึ่งการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่ก็มากกว่าพื้นที่อื่น ที่อ้างว่าทุกคนกลัวอันตรายนั้นเป็นเพียงแค่ภาพลวง เพราะความเป็นจริงเป็นการโยกย้ายเพื่อหมุนเวียนเข้ามาหาผลประโยชน์โดยมีนักการเมืองคอยหนุนหลัง
ปัญหาที่ยุ่งยากที่สุดก็คือ การที่คนในพื้นที่เหล่านี้มีจิตสำนึกที่แปลกแยกออกจากความเป็นคนไทย รวมทั้งการไม่ยอมรับอำนาจของรัฐไทย อันนำมาซึ่งความไม่ร่วมมือต่อการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่ว่าคนมุสลิมเป็นคนสร้างปัญหาทั้งหมดนั้น ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาจัดทำเขตการศึกษาพิเศษให้กับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะ เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือความเชื่อความคิดให้เป็นเชิงบวกกับรัฐไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งท่านอาจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ ในตอนนั้น ก็ได้ให้กรมกองต่างๆ จัดทำเป็นแผนและปรับแก้กฎหมายเป็นตุ๊กตาไว้อย่างเรียบร้อย ทว่ารัฐบาลต่อมาทั้งนายสมัคร สุนทรเวช และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้หันมาแลเลย
หลายท่านคงยังจะพอจำได้ว่า รัฐบาลในสมัยก่อนๆ เคยเสนอเรื่อง “เขตปกครองพิเศษ” ที่ชวนให้คนทั้งหลายเข้าใจไปว่าจะเป็นการแยกจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ออกเป็นอิสระ จึงมีแนวคิดใหม่ที่จะลองจัดเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เสียก่อน (อย่างที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์คิดจะทำกับ อ.แม่สอด เมื่อคราวที่ไปประชุม ครม.สัญจรเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าจะเป็น “ฝันลมๆ” เหมือนนโยบายใหญ่ๆ หลายๆ อย่างที่ผ่านมา) โดยหวังว่าหากยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น คนก็จะเลิกเป็นผู้ก่อการร้าย รวมทั้งหันมายอมรับอำนาจหรือรักรัฐไทยมากขึ้น
ในการสนทนากับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้เขียนก็เล่าเรื่องความคิด “เขตพิเศษ” ในแนวทางต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่ไม่แน่ใจ แต่มีบางคน (ที่คงจะเตรียมเข้าสู่ความเป็น AEC แล้วนั้น) กล่าวเป็นภาษาอังกฤษอย่างอ้อมๆ ว่า “อีดีอ็อด” (E-DI-OT) โดยให้เหตุผลไว้น่าสนใจมากก็คือ “พวกคุณ (หมายถึงคนที่เสนอไอเดียเหล่านี้) เคยไปถามคนในพื้นที่หรือยัง ว่าเขาเห็นชอบด้วยกับแนวคิดหรือข้อเสนอเหล่านี้หรือไม่”
การสนทนาจึงดำเนินต่อไปว่า “แล้วคนในพื้นที่เขาอยากอยู่อยากเป็นอย่างไรล่ะ” ซึ่งก็ได้คำตอบเป็นเสียงส่วนใหญ่ออกมาว่า “ก็ไปถามคนในพื้นที่ดูก่อนซี”
เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ผู้เขียนใคร่นำเสนอไปยังทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า เราน่าจะใช้ประเด็น “การสร้างความปรองดอง” ของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเป็นตัวอย่างนำร่องเพื่อการสร้างความปรองดองในระดับชาตินั้นได้ ด้วยวิธีการง่ายๆ คือ “การฟังเสียงชาวบ้าน” โดยไม่ต้องใช้กฎหมายประชามติของ กกต.ให้วุ่นวายขายตัว (เพราะใช้เงินมาก) โดยใช้กลไกในระดับตำบลหมู่บ้าน คือ การทำประชาคมหมู่บ้านที่กระทำอยู่เป็นปกติทุกๆ เดือนนั้นพูดคุยให้แน่ใจ ที่สุดเราอาจจะได้ “ทางออก” หรือวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม
บางทีพวกเขาอาจจะยังอยากอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐไทย หรือถ้าจะเป็นเขตพิเศษในเรื่องต่างๆ นั้นก็ต้องมีการอธิบายกันให้เข้าใจอย่างชัดเจน บางทีพวกเขาอาจจะเลือกหนทางเหล่านั้นได้อย่างสบายใจ เป็นการเลือกสรรตาม “อัธยาศัย” ที่แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “ตามใจฉัน” แต่นี่แหละคือการสร้างสำนึกให้พวกเขาเห็นว่ารัฐไทยยกย่องให้เกียรติเขาไปถึงระดับรากหญ้า
ผู้เขียนได้เขียนบทความตอนต้นศักราชใหม่ว่าปีนี้น่าจะเป็นปีแห่งการสร้าง “ปรองดองมติ” ก็โดยใช้กลไกในระดับตำบลหมู่บ้านนี่แหละสอบถามพูดคุยกับชาวบ้าน ว่าจะเอาอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาของความขัดแย้งระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ในประเทศ เช่น จะนิรโทษกรรมหรือให้อภัยแก่ใครหรือไม่ เพราะถ้าคนไทยรักกันจริงๆ แล้วก็คงจะให้อภัยกันได้
ยกเว้นคนบางคนที่ไม่อาจจะให้อภัยได้







