
รัฐจ่อก้เงินบาท
ใช้แผนหา2ล้านล้านในประเทศหวังช่วยอ่อนตัว/ผู้ส่งออกขอขยายถือสกุลนอก
ใช้แผนหา2ล้านล้านในประเทศหวังช่วยอ่อนตัว/ผู้ส่งออกขอขยายถือสกุลนอก
โต้งเรียกผู้ส่งออก ถกสัปดาห์หน้า หารือรับมือ “บาทแข็ง” เล็งผ่อนเกณฑ์ซื้อเงินบาท
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ส่งออกเข้าหารือมาตรการบรรเทาผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งเบื้องต้นทราบจากทางผู้ส่งออกว่าต้องการให้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การถือครองเงินตราต่างประเทศ แนวทางปฏิบัติในกรณีที่ผู้ส่งออกมีรายได้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับปรุงระเบียบแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งผู้ส่งออกต้องการให้ขยายระบระยะเวลาการแลกเปลี่ยนเงินออกไป ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ช่วยผ่อนคลายผลกระทบได้ และหากมีระเบียบอะไรที่เร่งให้ผู้ส่งออกต้องนำเงินเหรียญสหรัฐมาซื้อเงินบาท ในส่วนนี้หน่วยงานผู้ปฏิบัติที่รับผิดชอบก็ต้องไปผ่อนเกณฑ์ลง
นายกิตติรัตน์ ย้ำว่า ตนไม่ชอบค่าเงินบาทที่แข็งค่า และยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เป็นกลไกที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง เช่น การกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคม 2ล้านล้านบาทและการลงทุนระบบน้ำ รัฐบาลจะกู้เงินบาทและกู้ในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าขึ้น
“ไม“ไม่เชื่อว่า ธปท.จะแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยวิธีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราที่สวนทิศทางกับประเทศอื่นๆ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงและไม่มีประโยชน์” รองนายกฯ กล่าว
ทางด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า พร้อมที่จะหารือกับเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบ หากพบว่าธุรกิจใดที่ได้รับผลกระทบมาก นายกฯ ได้สั่งการให้หามาตรการช่วยเหลือแล้ว
ทั้งนี้ หลักการประเมินผลกระทบตามปกติจะพิจารณาจาก 3 ส่วน คือ 1.มีการนำเข้าวัตถุดิบมากน้อยแค่ไหน หรือใช้วัตถุดิบในประเทศ 2.เป็นการผลิตเพื่อส่งออกหรือขายในประเทศมากกว่ากัน และ 3.ถ้าส่งออกให้ประเทศคู่ค้าที่มีค่าเงินอ่อนกว่าก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก หรืออัตรากำไรต่อชิ้นสูงหรือไม่ ถ้าอยู่ในระดับสูงก็ไม่น่ามีปัญหามากนัก ซึ่งแต่ละธุรกิจมีผลกระทบที่แตกต่างกัน
นายประสาร กล่าวว่า ในการติดตามดูแลค่าเงินบาทในช่วงนี้จะมีการรายงานนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีเป็นระยะ เพื่อให้มีการรับทราบสถานการณ์ร่วมกัน และหากรัฐบาลมีข้อสังเกตใดก็สามารถติดต่อหรือหารือมายังธปท.ได้ อย่างไรก็ตาม จากการติดตามอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์สถานการณ์ในช่วงนี้ ธปท.ยังไม่พบสัญญาณการโจมตีค่าเงินบาท
เพราะยังไม่มีในลักษณะการทุบราคาหรือสร้างราคาที่เป็นการชี้นำไปทางใดทางหนึ่ง แต่ยอมรับว่ามีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน ทั้งในตราสารหนี้ระยะสั้นและตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าห่วง โดยขณะนี้ธปท.ได้เตรียมเครื่องมือในการรับมือไว้พร้อมอยู่แล้ว
“แม้ว่าการเข้าลงทุนจะเป็นระยะสั้นมากขึ้น แต่ยังเห็นว่าเป็นการเข้ามาหากำไรตามปกติ ไม่ใช่การเก็งกำไรค่าเงิน เพราะนักลงทุนเหล่านี้ยังระมัดระวังและดูพื้นฐานเศรษฐกิจ มีการดูอัตราส่วนราคาต่อกำไร(พีอี) อีกอย่างการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ในแต่ละวันก็สมดุลกัน ยังไม่ใช่การโจมตีค่าเงินแบบไม่สนใจพื้นฐาน หรือมีลักษณะการซื้อขายแบบชี้นำราคาค่าเงินบาท สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเองก็ยังไม่แน่ใจทิศทางค่าเงินบาทว่าจะไปทางไหน” นายประสารกล่าว
ทั้งนี้ ในเดือนม.ค.ปีนี้ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการเข้ามาลงทุนของธนาคารเพื่อการลงทุน และกองทุนต่างๆ และหากพิจารณาการแข็งค่าของเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้แข็งค่าประมาณ 3% แต่หากรวมกับปี 2555 ด้วยจะแข็งค่าขึ้นประมาณ 56% ซึ่งถือว่าแข็งค่าน้อยกว่า เกาหลีที่แข็งค่า 9% ฟิลิปปินส์ 7% และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และไต้หวันที่แข็งค่าระดับ 5%
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ฝากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ไปหารือและนัดหมายและพูดคุยกับภาคเอกชนอีกครั้ง
เพื่อรับมือสถานการณ์ภาวะเงินบาทแข็งค่า รวมถึงมาตรการค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของภาคเอกชน และการให้ความช่วยเหลือ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้กล่าวถึง นโยบายประชานิยมที่เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจจะก่อหนี้ระยะยาวว่า อยากให้มองว่านโยบายประชานิยมไม่ใช่การแจกเงินให้ประชาชน แต่เป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เป็นการเพิ่มกำลังการใช้จ่าย และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจในประเทศ โดยในภาพรวมกำลังซื้อในประเทศถือว่าดีขึ้น โดยเฉพาะกำลังซื้อที่มาจากต่างจังหวัด เมื่อกำลังซื้อในประเทศดีขึ้นก็จะสะท้อนกลับไปสู่ผู้ประกอบการภาคเอกชนดีขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ นายกฯกล่าวย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ประมาทในการเดินหน้าทำงานทางด้านเศรษฐกิจแต่อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันติดตาม ช่วยกันลดความเสี่ยง แต่ก็ไม่อยากให้ทุกฝ่ายตื่นตระหนกหรือกลัวจนเกินไป เพราะเชื่อว่าทุกเรื่องสามารถมีทางออกได้
"เราจะไม่ประมาทขอให้ช่วยกันติดตาม ช่วยกันลดความเสี่ยง แต่ไม่ควรจะตื่นตระหนกและกลัวจนเกินไป ทุกอย่างสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดได้"น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว
โพสต์ทูเดย์หอการค้าไทยชี้ผู้ประกอบการไม่ปลื้มค่าเงินบาทแข็งค่าห่วงกระทบธุรกิจนำเข้าส่งออกสินค้า ส่งสัญญาณแบกรับได้แค่ 45 วัน แนะรัฐเร่งดูแล ชูค่าเงินเหมาะสมอยู่ที่ 31 บาท/เหรียญฯ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยการสำรวจผลกระทบของค่าเงินบาทต่อภาคธุรกิจ โดยสอบถามผู้ประกอบการทั่วประเทศ 400 ตัวอย่าง พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐยังไม่เหมาะสม ซึ่งความเหมาะสมของระดับอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการเห็นว่าเหมาะสมน้อย 52.% และเหมาะสมน้อยที่สุด 20.2% ในขณะที่ความพึงพอใจต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ประกอบการพอใจน้อย 33.5% และพอใจน้อยที่สุด 30.4%
ทั้งนี้ผู้ประกอบการมองว่าอัตราแลกเปลี่ยน ณ ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อธุรกิจมาก 42.5% ปานกลาง 39.1% และน้อย 18.3% ด้านผลกระทบต่อธุรกิจกรณีค่าเงินบาทแข็ง พบว่าผู้ประกอบการกลุ่มนำเข้าและส่งออกจะได้รับผลกระทบ 52.6% ส่วนผลกระทบใน 3 เดือนข้างหน้า หากเงินบาทอยู่ระดับ 2929.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ผู้ประกอบการ 55.7% เห็นว่าจะทำให้ยอดการส่งออกสินค้าลดลง
สำหรับระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผู้ประกอบการเห็นว่าควรอยู่ที่ 30.2 บาท/เหรียญสหรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ
สำหรับค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดที่รับได้คือ 29.40 บาท/เหรียญสหรัฐ และจะสามารถรับได้ 45 วันธปท.ควรดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และรักษาระดับค่าเงินให้ปรับไปในทิศทางใกล้เคียงกับคู่แข่งพร้อมทั้งสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน นอกจากนี้ต้องสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ตลอดจนลดต้นทุนในการส่งออก
“ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ทำให้เสียโอกาสทางการแข่งขันโดยเฉพาะการส่งออก ซึ่งยังไม่รวมปัจจัยลบจากค่าแรง300บาทและการปรับขึ้นราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม ยิ่งทำให้ผู้ประกบอการมีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ขายสินค้าได้น้อยลง ส่วนการทบทวนเป้าหมายการส่งออกในปี2556ยังไม่มีการทบทวนในตอนนี้เพราะผลกระทบยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง อยู่ในช่วงแค่1เดือนเท่านั้น”นายธนวรรธน์ กล่าว







