posttoday
เอกภาพยุโรปถึงวันสะเทือนเมื่อผู้ดีเล็งไม่ขอร่วมสังฆกรรม

เอกภาพยุโรปถึงวันสะเทือนเมื่อผู้ดีเล็งไม่ขอร่วมสังฆกรรม

25 มกราคม 2556

ประเด็นหนึ่งที่สร้างความสนใจแก่สื่อมวลชนชั้นนำระดับโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ประเด็นหนึ่งที่สร้างความสนใจแก่สื่อมวลชนชั้นนำระดับโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นการประกาศกร้าวของนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษที่ว่า หากได้รับเลือกให้เป็นผู้นำประเทศต่ออีกสมัยในปี 2015 จะเปิดให้ประชาชนในประเทศได้ร่วมกันตัดสินใจผ่านการทำประชามติเกี่ยวกับอนาคต ว่าจะอยู่ร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไปหรือไม่ ในช่วงปลายปี 2017

การตัดสินใจดังกล่าวของผู้นำอังกฤษนี้ เป็นการสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ว่าอังกฤษกำลังไม่พอใจต่อการเป็นสมาชิกภาพของอียูเป็นอย่างมาก เพราะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตหนี้ในยูโรโซน อังกฤษดูเหมือนจะมีบทบาทในการร่วมช่วยคิดช่วยวางแผนการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาน้อยมาก ขณะที่การตัดสินใจต่างๆ กลับตกไปภายใต้การชี้นำของเยอรมนีกับฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่

ไม่เพียงเท่านั้น การดำเนินการต่างๆ ของอียูที่ออกมาในหลายๆ เรื่อง ดูจะไม่สอดรับกับผลประโยชน์ของอังกฤษ เช่นการกำหนดให้มีการใช้เงินสกุลเงินยูโรร่วมกันของ 17 ประเทศ ในปี 1999 อังกฤษก็ได้สงวนท่าทีไม่เข้าร่วม ขณะการสร้างข้อตกลงวินัยการคลังเพื่อจำกัดการขาดดุลงบประมาณไม่เกินที่ระดับ 3% ของจีดีพีของประเทศที่ลงนามไว้เมื่อปลายปี 2011 และได้กำหนดให้มีบทลงโทษตามโดยอัติโนมัตินั้น อังกฤษก็คัดค้านและไม่ขอเข้าร่วมอีกเช่นกัน

ล่าสุด ก็คือการสร้างข้อตกลงไปสู่ความเป็นสหภาพธนาคารยุโรปที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ ก็ถูกมองจากอังกฤษว่าเป็นสิ่งที่จะมาเบียดบังผลประโยชน์และบทบาทในการเป็นศูนย์กลางด้านการเงินการธนาคารในภูมิภาคยุโรปของอังกฤษไป

“การนำประเทศไปสู่การบูรณาการและมอบอำนาจอธิปไตยมากเกินไปเหมือนเช่นที่กลุ่มยูโรโซน 17 ประเทศกำลังคิดทำอยู่ถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง” คาเมรอน กล่าวในระหว่างการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม

จึงไม่แปลกที่ผลสำรวจของประชาชนอังกฤษและนักธุรกิจชั้นนำที่ต้องการให้ประเทศออกจากการเป็นสมาชิกอียู ดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเห็นได้จากผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่ระบุว่า ประชาชนชาวอังกฤษกว่า 54% ต้องการให้ประเทศของตนเองเดินออกจากการเป็นสมาชิกของอียู ขณะที่กลุ่มนักธรุกิจชั้นนำกว่า 55 คน ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกสนับสนุนการจัดทำประชามติของคาเมรอน

อีกทั้งนักธุรกิจกลุ่มนี้ยังแสดงความเห็นด้วยต่อประเด็นที่ว่า แม้ประชาชนอังกฤษเลือกจะอยู่ในกลุ่มอียูต่อไป แต่ก็ควรมีการทบทวนความสัมพันธ์และข้อตกลงที่มีต่ออียูขึ้นใหม่อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม แม้เหตุผลดังกล่าวจะเป็นเชื้อไฟที่คอยขับดันให้อังกฤษก้าวออกจากอียูมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การตัดสินใจก้าวออกจากอียูนั้นดูเหมือนจะสร้างผลกระทบร้ายแรงต่ออียูและตัวของอังกฤษเองไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจและทางการเมืองอยู่ไม่น้อยทีเดียว

สิ่งแรกที่เลี่ยงไม่พ้นก็คือ หากรัฐบาลแห่งกรุงลอนดอนหันหลังออกจากการเป็นสมาชิกอียู ก็กลายจะเป็นตัวซ้ำเติมและสั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นและความเป็นปึกแผ่นของอียูในสายตาประชาคมโลกที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ให้ยิ่งเลวร้ายหนักลงไปกว่าเดิมอีก

เนื่องจากยุโรปในขณะนี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากคนป่วยหนักที่กำลังนอนซมอยู่บนเตียงด้วยลมหายใจแผ่วเบา ดังเห็นได้จากตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายๆตัว ต่างบ่งชี้ว่ายุโรปยังคงย่ำแย่หนัก ไม่ว่าจะเป็นอัตราการว่างงานยูโรโซนเมื่อเดือน พ.ย. ที่พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 11.8% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ขณะที่การเติบโตของจีดีพีปีนี้ ก็คาดว่าจะยังคงอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว

ขณะที่ตลอดมาการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรร่วมกัน 17 ประเทศ ก็ยังไร้ซึ่งความชัดเจนถึงความเป็นหนึ่งเดียว และที่สำคัญการตัดสินใจต่างๆ ออกมาก็มักจะล่าช้า ไม่ทันกับความเร่งด่วนของปัญหา

ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่สมาชิกในอียูจะออกมาเรียกร้องและเตือนสติผู้นำและชาวอังกฤษถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีของไอร์แลนด์ถึงกับกล่าวว่า การออกจากอียูของอังกฤษ จะส่งผลเลวร้ายกว่าการที่กรีซต้องถูกขับออกจากกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร

ไม่เพียงเท่านั้น เซอร์ มาร์ติน ซอรีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท ดับเบิลยูพีพี ถึงกับกล่าวว่า การเดินออกจากอียูของอังกฤษจะถือเป็น 1 ใน 5 ของปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะฉุดรั้งภาวะการฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก เนื่องจากจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นในเศรษฐกิจโลก

“การตัดสินใจของผู้นำอังกฤษไม่ใช่ข่าวดี เพราะเป็นการเพิ่มเหตุผลปัจจัยให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไป” เซอร์ มาร์ติน ซอรีล กล่าว

ขณะที่รอยเตอร์สประเมินว่า เฉพาะเพียงแค่เกิดภาวะความคลางแคลงเกี่ยวกับสถานะว่าอังกฤษจะอยู่ในอียูต่อหรือไม่ ตั้งแต่ปัจจุบันไปจนถึงปี 2017 ความไม่แน่นอนนั้นจะส่งผลเสียหายต่อแนวทางการวางแผนการลงทุนของภาคเอกชนมากถึง 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งการลงทุนต่างๆ ก็อาจจะต้องเลือกชะลอแผนออกไป เพื่อดูผลลัพธ์ที่จะออกมาในอนาคต

ผลกระทบที่สองที่จะตามมาก็คือ หากอังกฤษออกจากอียูความเสียหายและสิทธิประโยชน์ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะตกอยู่ที่อังกฤษ เพราะปัจจุบันอังกฤษพึ่งพาสัดส่วนทางการค้าและเศรษฐกิจกับประเทศสมาชิกอื่นๆ อีก 26 ประเทศในอียู ผ่านทางการเป็นตลาดร่วม (ซิงเกิลมาร์เก็ต) ในสัดส่วนที่มาก ซึ่งปัจจุบันเกือบ 50% ของการส่งออกทั้งหมดในอังกฤษ คือ อียู ขณะที่รายได้ของครัวเรือนในอังกฤษเฉลี่ยที่ 1,500–3,500 ปอนด์ต่อปี ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอานิสงส์โดยตรงจากการมีข้อตกลงความเป็นตลาดร่วมกับอียูดังกล่าว

ฉะนั้น แน่นอนว่าการเดินออกจากอียูของอังกฤษจะต้องมีประเด็นที่ต้องใช้การตัดสินใจอย่างรอบคอบและทบทวนผลได้ผลเสียดูให้ดี

ถึงกระนั้น แม้ว่าผู้นำอังกฤษจะประกาศออกมาเพื่อเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ หลังจากที่กระแสความไม่พอใจต่อการอยู่ใต้ร่มธงอียูเริ่มดังมากขึ้นในประเทศ แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่าการประกาศดังกล่าวของคาเมรอน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการสร้างคะแนนความนิยมทางการเมืองให้กับเจ้าตัวมากกว่า

เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ทำให้ประชาชนพอใจได้เลย สะท้อนได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายอย่างในอังกฤษที่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่อยู่ แม้ว่าจะเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้างในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เช่น การขยายตัวจีดีพีในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว ที่โตได้แค่ 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้านั้นหดตัว 0.4%

ดังนั้น จึงทำให้เกิดการมองกันว่า การประกาศดังกล่าวของผู้นำอังกฤษ จึงเป็นเพียงลูกเล่นทางการเมืองให้ประชาชนละความสนใจจากพรรคคู่แข่งเท่านั้น ซึ่งการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2015 หรืออีก 2 ปีข้างหน้านี้

อีกทั้งยังเป็นประเด็นที่น่าสงสัยเคลือบแคลงใจอีกว่า หากรัฐบาลของคาเมรอนต้องการที่จะให้ประชาชนได้เลือกและกำหนดอนาคตของประเทศตนเองจริงๆ ทำไมถึงต้องรอไปจนถึงปี 2017 และตั้งเงื่อนไขว่าเจ้าตัวต้องเป็นฝ่ายได้รับเลือกให้เป็นผู้นำอีกหนึ่งสมัยในปี 2015 ด้วย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ผู้นำอังกฤษสามารถจัดการลงประชามติในประเด็นดังกล่าวได้เร็วกว่านั้น และที่สำคัญเจ้าตัวยังมีวาระในการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่อีกเกือบ 2 ปี

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองและเล่นกับกระแสความนิยมจากประชาชนในประเทศมากกว่าจะต้องการถามใจประชาชนว่าจะออกจากอียูอย่างจริงใจ

อย่างไรก็ตาม แม้ในขณะนี้การประกาศของผู้นำอังกฤษจะยังต้องรอไปอีกหลายปีถึงจะทราบได้ว่า ได้ลงมือทำประชามติถามประชาชนเกี่ยวกับอนาคตของประเทศในอียูจริงหรือไม่ แต่ก็เป็นที่น่าจับตาว่าจะมีประเทศไหนในอียู หรือในกลุ่มยูโรโซนที่จะเป็นรายต่อไปที่จะเล่นเกม “หันหลัง” ให้กับอียูอีก หลังจากที่เมื่อกลางปีที่แล้ว การเลือกตั้งในกรีซได้ทำให้คนทั่วโลกขวัญผวามาแล้วครั้งหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน