
ความ(ไม่)เป็นอิสระของ กทม.และผู้ว่าฯ กทม.
ระยะนี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ถูกจุดประเด็นให้เป็นข่าวครึกโครมในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านที่เกี่ยวกับการกล่าวหา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กรณีต่ออายุสัมปทานให้กับ BTS อีก 17 ปีว่า ไม่ได้รับอนุญาตจาก รมว.มหาดไทย เป็นการขัดต่อประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 จนกลายเป็นเรื่องที่น่าจะนำมาศึกษาว่า การขุดประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 ม.ค. 2515 เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้วของ DSI ในการนำมากล่าวหาว่า การต่อสัญญาจ้างให้บริษัทเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการขนส่งมวลชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก รมว.มหาดไทย จะยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ก้าวสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 หรือไม่
ระยะนี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ถูกจุดประเด็นให้เป็นข่าวครึกโครมในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านที่เกี่ยวกับการกล่าวหา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กรณีต่ออายุสัมปทานให้กับ BTS อีก 17 ปีว่า ไม่ได้รับอนุญาตจาก รมว.มหาดไทย เป็นการขัดต่อประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 จนกลายเป็นเรื่องที่น่าจะนำมาศึกษาว่า การขุดประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 ม.ค. 2515 เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้วของ DSI ในการนำมากล่าวหาว่า การต่อสัญญาจ้างให้บริษัทเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการขนส่งมวลชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก รมว.มหาดไทย จะยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ก้าวสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 หรือไม่
ทั้งนี้ เพราะประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 มีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมกิจการค้าขายที่เป็นสาธารณูปโภคซึ่งกระทบถึงความปลอดภัย หรือความผาสุกของประชาชน จึงต้องขออนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรีตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ที่ระบุไว้ว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรี” และในข้อ 3 “ระบุถึงกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค มีหลายอย่าง เช่น การรถไฟ การรถราง การขุดคลอง การเดินอากาศ การประปา การชลประทาน การไฟฟ้า เป็นต้น”
ผมเข้าใจว่า ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 เป็นความต้องการที่อยากจะรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง โดยเฉพาะการให้อำนาจ รมว.มหาดไทย ซึ่งในสถานการณ์สังคมไทยในขณะนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลาย ถูกควบคุมและครอบงำโดยรัฐบาล ซึ่งมีความล้าหลัง ท้องถิ่นขาดความเป็นอิสระในการบริหารกิจการสาธารณะอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญยังมีความแตกต่างกับสังคมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา และได้รองรับอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในกิจการสาธารณูปโภค และการก่อสร้างอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542 ประกอบกับการปรับโครงสร้างอำนาจของท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ โดยให้อำนาจหน้าที่แก่ กทม.ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89 ให้ กทม. ดำเนินกิจการสาธารณูปโภคและการขนส่ง ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม การควบคุมอาคาร การผังเมือง เป็นต้น
ซึ่งเท่ากับเป็นการรองรับอำนาจของท้องถิ่นให้มีเพิ่มมากขึ้น และรับรองความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการสาธารณะ ยิ่งมีประเด็นด้านการสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้สมัครทั้งในระบบพรรคการเมือง และผู้สมัครอิสระ ซึ่งคงมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอนโยบายการบริหาร กทม.และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในหลายประเด็น ซึ่งในแต่ละประเด็นคงต้องไปเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับการกระจายอำนาจ
โดยเฉพาะการกระจายอำนาจในฐานะที่ กทม.เป็นการปกครองรูปแบบพิเศษว่า สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน และยังมีปัญหาอุปสรรคจากการควบคุมดูแลจากรัฐบาลกลางหรือไม่ และหากพิจารณาจากการที่รัฐบาลในนามของ DSI ได้นำประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 มากำกับการบริหารจัดการขนส่ง การเดินรถ รถราง รถไฟ และการประกอบกิจการสาธารณูปโภค ก็จะทำให้นโยบายของผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.ที่เสนอโครงการต่างๆ ในแนวทางนี้ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ควบคุม กำกับ จนกลายเป็นเรื่องล้าหลัง ไม่ทันสมัย และขัดต่อหลักการกระจายอำนาจอย่างสิ้นเชิง
ในระยะเวลาก่อนถึงวันที่ 3 มี.ค. 2556 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เราจะได้รับรู้การขายฝันของผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.ในหลายประเด็น อาทิ การจราจรและการขนส่งมวลชนเพื่อแก้ปัญหาจราจร รถติด การคิดสร้างอุโมงค์ลอดทางเดิน การปรับปรุงถนนและการขนส่งทางบก ทางน้ำ รวมถึงการทำรถไฟเลียบคลอง ซึ่งประเด็นนโยบายเหล่านี้ยังมีปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจจากส่วนราชการมาให้กับ กทม.
กล่าวโดยสรุป นโยบายการขายฝันของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ ถ้ารัฐบาลยังมีใจคับแคบไม่คิดจะกระจายอำนาจให้กับ กทม. ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ โดยเฉพาะการถ่ายโอนอำนาจและการแก้ไขกฎหมายของส่วนกลางเพื่อรองรับอำนาจหน้าที่ของ กทม.
ผมจึงเข้าใจว่า กทม.และผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีอำนาจหน้าที่อย่างมีความเป็นอิสระในการจัดบริการสาธารณะ และรัฐบาลต้องกระจายอำนาจให้ กทม.เป็นหน่วยการปกครองรูปแบบพิเศษอย่างแท้จริง โดยปราศจากการถูกลิดรอน ควบคุม หรือรวมอำนาจไว้ที่รัฐบาลกลาง ส่วนกลาง และการชูประเด็นเรื่องเลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่ประสานกับรัฐบาลได้ หรือเชื่อมต่อกับรัฐบาล ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.บางคนบางพรรค ก็คงจะทำให้ผู้ว่าฯ กทม.ขาดความเป็นอิสระ และเข้าทางการรวบอำนาจของรัฐบาล จนอาจจะทำให้ผู้ว่าฯ กทม.ถูกควบคุมโดยรัฐบาล ซึ่งขัดแย้งกับหลักการกระจายอำนาจ ทั้งนี้เพราะ กทม.ต้องมีความเป็นอิสระที่ชาว กทม.ทุกคนสามารถกำหนดอนาคตมหานครของตนเองได้ โดยต้องทำให้อำนาจหน้าที่ของ กทม.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ และมีอิสระอย่างแท้จริง







