posttoday
อนาคต "ศิลปอาชา" ชี้ชะตา"ชาติไทยพัฒนา"

อนาคต "ศิลปอาชา" ชี้ชะตา"ชาติไทยพัฒนา"

25 มกราคม 2556

การอสัญกรรมของ “ชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การอสัญกรรมของ “ชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ช็อกแวดวงการการเมืองอยู่ไม่น้อย ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ “บรรหาร ศิลปอาชา” แกนนำพรรคและพี่ชาย ออกมายืนยันตลอดว่าอาการไม่น่าเป็นห่วง และพร้อมจะกลับมาทำงานให้กับรัฐบาลได้แน่นอน

สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้กับสังขารเมื่ออาการป่วยที่เผชิญอยู่นั้นหนักเกินจะรับไหวทำให้อาจารย์ชุมพลต้องจากไปอย่างสงบเหลือไว้แต่ชื่อและเพียงผลงาน

ทั้งนี้ ชุมพล ศิลปอาชา เป็นคนหนึ่งที่คอยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ บิ๊กเติ้ง มาตลอด โดยเฉพาะในปี 2538 ที่เกิดกระแสเรียกร้องปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ในสมัย บรรหาร เป็นนายกรัฐมนตรี

ครั้งนั้น บรรหาร มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 118/2538 แต่งตั้ง ชุมพล เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.)

หน้าที่หลักที่ได้รับมอบหมาย คือ การจัดทำแผนพัฒนาการเมืองตามแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม ในท้ายที่สุด คปก.ได้เสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญในการกำเนิดรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้รับการขนานนามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

นับเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทำให้พรรคชาติไทยมีที่ยืนทางการเมืองได้สง่างามอย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกมองว่าพรรคการเมืองพรรคนี้มักชอบเล่นบทเข้าข้างคนชนะหรือปลาไหลก็ตาม

จากนั้น ชุมพล ตัดสินใจหันหลังให้กับการเมืองและเบนเข็มไปเล่นบทสมาชิกวุฒิสภาควบคู่ไปกับงานวิชาการแทน โดยไม่คิดว่าตัวเองจะกลับมามีตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือรัฐบาลอีก จนกระทั่งในปี 2551 พรรคชาติไทยถูกยุบตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ผลจากคำวินิจฉัยไม่ต่างอะไรกับฟ้าผ่าลงกลางครอบครัวศิลปอาชา เพราะเป็นผลให้ถูกตัดสิทธิการเมืองยกครัวพร้อมๆ กันถึง 3 คนทั้ง “บรรหาร-วราวุธ-กัญจนา” เหลือเพียง ชุมพล ที่ไม่โดนร่างแหไปด้วย ผนวกกับมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งการเป็นสายเลือดเดียวกันและมีประสบการณ์การเมืองโชกโชน ทำให้ บรรหาร วางใจให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาและเก้าอี้รัฐมนตรีในโควตาของพรรคได้

ครั้งหนึ่ง บรรหาร บอกถึงความเหมาะสมของน้องชายที่มีดีพอสำหรับงานการเมืองเมื่อปี 2551 ว่า “ท่านชุมพลเป็นคนเก่ง เคยเป็น รมช.คมนาคม เป็น รมว.ศึกษาธิการ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นเขามีความรู้ความสามารถ”

เช่นเดียวกับในปี 2552 น้องชายคนนี้ก็บอกถึงบุญคุณของพี่ชายที่มากจนไม่สามารถปฏิเสธคำขอร้องให้คืนเวทีการเมืองได้ว่า “เวลานี้มีปัญหาว่าสุพรรณบุรี ไม่มีศิลปอาชาแล้ว ผมก็เห็นใจและรู้ว่าตัวเองต้องช่วย ไม่ช่วยไม่ได้ เมื่อพี่ชายประสบปัญหาเรื่องยุบพรรค ถ้าเราไม่ช่วยแล้วใครจะช่วย มีบุญคุณ เลี้ยงเรามาตลอด ต้องช่วยกัน ไม่ช่วยพี่แล้วจะไปช่วยใคร”

จากคำพูดดังกล่าวคงพอที่จะยืนยันได้ว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดและทางการเมืองขนาดไหน และอย่าได้แปลกใจว่าทำไมจึงได้เห็นน้ำตามังกรของ บรรหาร ในระหว่างพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพน้องชาย

ขณะเดียวกันการสูญเสียครั้งนี้ได้นำมาซึ่งภาระหนักให้กับ “บรรหาร ศิลปอาชา” บุรุษวัย 80 ปี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

ในด้านปัญหาเฉพาะหน้าในการเลือกตั้งบุคคลเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแทน ชุมพล ไม่น่าจะมีปัญหาเท่าไรนัก เพราะได้วางตัว “สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ให้มาเป็น รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เพราะเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยปั้นบึงฉวากให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสร้างชื่อให้กับจังหวัด และให้ “ยุคล ลิ้มแหลมทอง” รมว.เกษตรและสหกรณ์ คนปัจจุบันควบรองนายกรัฐมนตรีไปอีกตำแหน่ง

แต่ปัญหาหลัก คือ อนาคตของพรรคในระยะยาวจะเป็นอย่างไร

ถ้าดูทิศทางพรรคจากผลการเลือกตั้ง สส.ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเข้าใกล้ความเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางค่อนไปทางเล็กมากขึ้นจากปี 2538 ที่มี สส. 92 คน มาจนถึงปัจจุบันเหลือ 19 คน และตัวชี้วัดถึงสถานการณ์ไม่สู้ดีนักก็เริ่มเกิดขึ้นหลังจากถูกเจาะในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ไป 1 ที่นั่งจากการเลือกตั้งปี 2554 ทั้งที่พรรคชาติไทยพัฒนาผูกขาด สส.แบบยกจังหวัดมาหลายทศวรรษ

ท่ามกลางสถานการณ์แบ่งขั้วมากขึ้นยิ่งส่งผลให้การเมืองเริ่มมีแนวโน้มว่าจะเหลือเพียงแค่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปทุกที อาจเป็นผลให้พรรคขนาดกลางที่มีจุดยืนก่ำกึ่งไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างพรรคชาติไทยพัฒนามีที่ยืนในการเมืองน้อยลงไปเรื่อยๆ

ปัญหาสำคัญอยู่ที่การบริหารภายในนั้นไม่ได้มีรูปแบบของคณะกรรมการโดยสมบูรณ์เท่าไรนักถ้าเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ ถึงจะมีคณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อกำหนดในกฎหมายพรรคเมือง แต่ในทางปฏิบัติทุกการตัดสินใจจะมาจาก บรรหารเท่านั้น

แสดงให้เห็นว่าพรรคนี้เป็นของครอบครัวศิลปอาชาและคงอยู่ในระบบการเมืองด้วยตัวบุคคลมากกว่าระบบการบริหารจัดการ

เมื่อการบริหารงานเป็นรูปแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่นายใหญ่เมืองสุพรรณบุรีเพียงคนเดียวจึงไม่เอื้อต่อการสร้างบุคลากรขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทน ก่อนหน้านี้ในอดีต บรรหาร เคยพยายามจะทาบทาม “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” รวมไปถึง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” สมัยเข้าสู่สนามการเมืองใหม่ๆ มาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคแทน

ทว่า ทั้งสองคนกลับเลือกเดินเส้นทางของตัวเอง “สุวัจน์” ไปสานต่ออุดมการณ์พรรคชาติพัฒนา ขณะที่ “ทักษิณ” ไปสร้างพรรคไทยรักไทยด้วยนโยบายประชานิยมจนสามารถผูกขาดการเป็นรัฐบาลมาหลายสมัย

นอกจากนี้ บรรหาร ก็ยังพยายามสร้าง “ลูกท็อปวราวุธ” และ “ลูกนากัญจนา” ให้มาเป็นทายาทการเมืองนอกเหนือจากการเป็นทายาททางสายเลือด ให้เป็นทั้ง สส.สุพรรณบุรีและรัฐมนตรีหลายสมัยเพื่อหวังว่าจะช่วยเพิ่มชั่วโมงบินให้กับลูกทั้งสองคน

แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้เท่าไรนัก ด้านหนึ่ง บรรหาร ก็เข้าใจ จำเป็นต้องใช้เวลาอีกพอสมควรถึงจะประสบความสำเร็จ

กลายเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่บีบให้ต้องเล่นการเมืองต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะเกษียณเมื่อไร อย่างที่เจ้าตัวมักจะประกาศในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวันเกิดวันที่ 19 ส.ค.ของทุกปีว่า “ต่อให้อายุ 90 ปี ก็ไม่ทิ้งการเมือง มีอะไรก็ขอให้มาคุยกันให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป”

จากนี้ไปอนาคตของพรรคชาติไทยพัฒนาที่สืบทอดอุดมการณ์พรรคชาติไทยซึ่งมีความเก่าแก่เป็นรองแค่พรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ให้มั่นคงอย่างไรบนถนนการเมืองที่รุนแรงขึ้นทุกวัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร แต่เพียงผู้เดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท