
ปชป.จวกของแพงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
“ปชป.”ตั้งกระทู้จวกของแพง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รมว.เกษตรฯ แจง มี กก.ดูแลแก้ปัญหา
“ปชป.”ตั้งกระทู้จวกของแพง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รมว.เกษตรฯ แจง มี กก.ดูแลแก้ปัญหา
นายอาคม เอ่งฉ้วน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง สินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาสูงขึ้นแต่สินค้าเกษตรมีราคาตกต่ำ โดยระบุว่า การส่งอออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศอินโดนีเซียบางรายการจะต้องขออนุญาต ซึ่งจะหมดเขตในวันที่ 25 ม.ค.นี้ อยากทราบว่าทางรัฐบาลได้มีการขออนุญาตไปยังประเทศอินโดนีเซียหรือยัง
นอกจากนี้ สินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาสูงขึ้น อาทิ เนื้อหมู จากปี55 กก. ละ 119.75 บาท ในขณะที่ปี56 เพิ่มขึ้นอีก 10.25% ส่วนราคาไข่ไก่ จากราคาฟองละ 3.33 บาท เป็นฟองละ 3.65 บาท ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรกลับราคาตกต่ำ เช่น มันสำปะหลังกก.ละ 2.25 บาทลดลงเหลือ 2.05 บาท ยางพารา กก.ละ 94.43 บาท ลดลงเหลือ 79.17บาท ซึ่งอยากถามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร เพราะบริหารงานมาแล้วปีกว่า
ด้านนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เจรจาไปยังประเทศอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทราบว่าขณะนี้ทางสหรัฐอเมริกากำลังยื่นเรื่องไปยังองค์การการค้าโลก(WTO) กรณีการกำหนดเงื่อนไขจะเข้าข่ายแทรกแซงการค้าหรือไม่ โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังพิจารณาว่าจะร่วมยื่นเรื่องร้องไปยังWTO ด้วยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สำหรับการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทางรัฐบาลก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบในเรื่องนี้ เพื่อตรวจสอบราคาสินค้าเกษตรว่าช่วงเวลาไหนราคาเท่าไหร่ และส่ง รายละเอียดมายังกระทรวง เพื่อจะได้ช่วยเหลือเกษตรกรแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด สำหรับไข่ไก่ ก็มีการจำกัดพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เพื่อควบคุมปริมาณผลผลิตภายในประเทศผ่านคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ด ซึ่งขณะนี้มีปริมาณไข่ เกินความต้องการภายในประเทศ วันละ1-2 ล้านฟอง ทำให้ราคาไข่ไก่ไม่ได้ขยับเพิ่มสูงขึ้นมากนัก
นายอาคม กล่าวว่า ในส่วนของราคาปาล์มที่ตกต่ำ ซึ่งมีพื้นที่ผลิต 4.2 ล้านไร่ ขณะนี้ผลผลิตออกมาแล้ว 3.9 ล้านไร่ แต่ไม่สามารถขายได้ เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ มีการนำเข้าน้ำมันปาล์ม 4หมื่นล้านตัน ในขณะที่น้ำมันปาล์มที่กลั่นแล้วยังค้างอยู่โรงกลั่นจำนวนมาก จึงอยากถามว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
รมว.เกษตรฯ ชี้แจงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีการรับซื้อปาล์มจากเกษตรกร 5 หมื่นตัน และรับซื้อครั้งที่ 2 อีก 5 หมื่นตัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องการให้เกษตรกรรายย่อยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนต้องมีที่ดินปลูกปาล์มไม่เกินรายละ 50 ไร่







