posttoday
คุกแสนปีแชร์บลิสเชอร์

คุกแสนปีแชร์บลิสเชอร์

24 มกราคม 2556

ศาลอุทธรณ์ชี้ฉ้อโกงประชาชนแต่ขังจริงอดีตผู้บริหารแค่20ปี

ศาลอุทธรณ์ชี้ฉ้อโกงประชาชนแต่ขังจริงอดีตผู้บริหารแค่20ปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1.2 แสนปี สองผู้บริหารแชร์บลิสเชอร์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก 2 ผู้บริหารบริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป คือ น.ส.อังสุนีย์ พัฒนานิธิ และนายแสงทอง แซ่กิม คนละ 1.2 แสนปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี จึงให้จำเลยรับโทษจำคุกจริงรวม 20 ปี

ทั้งนี้ ในระหว่างปี 2534-2537 บริษัทดังกล่าวประกอบธุรกิจจัดสรรวันพักผ่อน หรือไทม์ แชริง โฆษณาชักชวนประชาชนให้สมัครสมาชิกใช้บริการที่พักฟรีตามสถานที่พักตากอากาศเป็นเวลา 4 วัน 4 คืน/ปี นาน 20 ปี

รูปแบบการสมัครสมาชิก มีทั้งแบบบัตรทองและบัตรเงิน โดยบัตรเงิน จ่ายค่าสมาชิกปีละ 3 หมื่นบาท ค่าบำรุงปีละ 2,500 บาท และบัตรทอง จ่ายค่าสมาชิก 6 หมื่นบาท พร้อมค่าบำรุงปีละ 4,500 บาท หากสมาชิกรายใดจะสมัครเป็นฝ่ายขายต่อจะต้องเสียค่าสมัครเพิ่ม 1,500 บาทต่อปี และหากหาสมาชิกได้จะได้ค่านายหน้าเพิ่มรายละ 5,000 บาท ทำให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อสมัครเป็นสมาชิกกว่า 2.4 หมื่นราย มูลค่าความเสียหาย 826 ล้านบาท

อัยการจึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป เป็นจำเลยที่ 1 น.ส.อังสุนีย์ พัฒนานิธิ อดีตกรรมการบริษัท เป็นจำเลยที่ 2 น.ส.ปัรจวรรณ เบญจมาศมงคล อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทและผู้ถือหุ้น เป็นจำเลยที่ 3 นายแสงทอง แซ่กิม อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทและพนักงานฝ่ายขายอิสระ เป็นจำเลยที่ 4 และนายอรรณพ กุลเสวตร์ อดีตผู้จัดการสาขาศูนย์สีลม เป็นจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในปี 2551 ให้จำคุกจำเลยที่ 2, 4 และ 5 คนละ 1.2 แสนปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี จึงให้จำคุกจำคนละ 20 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 1 และ 3 เนื่องจากพบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการวางแผนดังกล่าว

ต่อมาอัยการยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 3 ด้วย เช่นเดียว กับจำเลยที่ 2, 4 และ 5 ที่ยื่นอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง แต่ภายหลังจำเลยที่ 5 ถอนอุทธรณ์ขอรับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแทน

ศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยอ่านคำพิพากษาลับหลัง เนื่องจากจำเลยที่ 2 และ 4 ไม่เดินทางมาศาล ซึ่งศาลเห็นว่าคำอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 และ 4 มี ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและ กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ลงโทษจำคุก 2.4 หมื่นกรรม กรรมละ 5 ปี รวมจำคุก 1.2 แสนปี แต่คงให้รับโทษจริงรวม 20 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี