
คุก 11 ปี บก.วอยซ์ออฟทักษิณคดีหมิ่นสถาบัน
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นหนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อีกราย ที่ถูกศาลอาญาพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลาถึง 11 ปี ในความผิดว่าด้วยการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามรอย “ประมวล ชูกล่อม” หรือเจ๋ง ดอกจิก ที่เพิ่งโดนโทษจำคุก 2 ปีไปก่อนหน้านี้ในคดีหมิ่นสถาบัน
แกนนำเสื้อแดงผู้นี้สร้างชื่อมาจากการเคลื่อนไหวต่อต้านเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ในฐานะเป็นประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จากนั้นไม่นานเมื่อการต่อสู้กับรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้มข้นมากขึ้น ก่อนตัดสินใจมาร่วมหัวจมท้ายกับ นปช. ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง
สำหรับกรณีของ สมยศ ซึ่งตกเป็นจำเลยนั้น สืบเนื่องมาจากได้เผยแพร่ข้อความของผู้ใช้นามปากกา “จิตร พลจันทร์” เรื่องแผนนองเลือด กับยิงข้ามรุ่น หน้าที่ 4547 ในนิตยสาร “เสียงทักษิณ” (Voice of Taksin) ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. 2553 ถึงวันที่ 15 มี.ค. 2553
ส่งผลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีและควบคุมตัวเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2553 บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขณะเตรียมออกเดินทางไปประเทศกัมพูชา ทำให้ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวหลายครั้ง เพราะเกรงว่า สมยศ จะหลบหนี
ขณะที่การต่อสู้คดีทีมทนายความไม่ได้ต่อสู้แค่ในศาลอาญาเท่านั้น แต่ได้ทำเรื่องไปถึงไปศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยด้วยว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิและเสรีภาพหรือไม่ด้วย เหตุที่ไม่มีการกำหนดข้อยกเว้นในการแสดงความคิดเห็นเหมือนกับคดีการหมิ่นประมาททั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา
แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้สิทธิเสรีภาพบุคคลแสดงความคิดเห็น ตีพิมพ์ แต่การกระทำนั้นก็จะต้องไม่กระทบสิทธิอื่นตามที่รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นบัญญัติไว้เช่นกัน ดังนั้นประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม สมยศ ไม่ละความพยายาม โดยได้ยกข้อหักล้างในระหว่างการต่อสู้ในชั้นศาลอาญา 2 ประเด็น ได้แก่ 1.ไม่ได้เป็นผู้เขียนบทความตามที่มีการฟ้องต่อศาลด้วยตัวเอง และ 2.พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงไม่สามารถเอาผิดได้ เท่ากับว่าได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา
แต่ข้อต่อสู้ทั้งหมดของฝ่าย สมยศ ไม่เป็นผล เมื่อศาลพิพากษาแย้งทีละข้อ สรุปได้ว่า การอ้างว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้เขียน ไม่ได้เป็นประเด็นที่ สมยศ ถูกฟ้อง เพราะอัยการฟ้อง สมยศ ในความผิดจากการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ด้วยการจัดพิมพ์ จึงไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะวินิจฉัย ส่วนข้อต่อสู้เกี่ยวกับการยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ไม่ได้มีผลให้พ้นผิดได้ เพราะการกระทำของ สมยศ ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งไม่ได้ถูกยกเลิก
ต่อมาศาลจึงมีคำพิพากษาที่ สมยศ ต้องก้มหน้ายอมรับตอนหนึ่งว่า “บทความคมความคิดในนิตยสารเสียงทักษิณทั้งสองฉบับ มีเนื้อหาที่ไม่ได้กล่าวถึงชื่อบุคคล แต่เขียนโดยมีเจตนาเชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีต เมื่อนำเหตุการณ์ในอดีตมาเชื่อมโยงแล้ว สามารถระบุได้ว่าเนื้อหาของบทความเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์...
...การที่จำเลยนำบทความไปจัดพิมพ์ จัดจำหน่าย และเผยแพร่ จึงมีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112”
ขั้นตอนจากนี้ไป แน่นอนว่า สมยศ ต้องขออุทธรณ์คำพิพากษาต่อสู้เพื่อทวงคืนอิสรภาพให้ถึงที่สุด แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นคำถามมายังแกนนำ นปช. ที่อยู่ในสภา และมีอำนาจในเวลานี้ว่าจะช่วยเพื่อนร่วมอุดมการณ์รายนี้ต่อไปอย่างไร







