
หยุดพูดลมๆแล้งๆ
เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยในครั้งนี้ คนกรุงเทพฯ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 4.2 ล้านคน มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เพราะนอกจากผู้สมัครที่เป็นตัวเต็งจากพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคแล้ว ก็ยังมีผู้สมัครอิสระอีกหลายคนที่มีความรู้ความสามารถ เสนอตัวเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนกรุงเทพฯ
เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยในครั้งนี้ คนกรุงเทพฯ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 4.2 ล้านคน มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เพราะนอกจากผู้สมัครที่เป็นตัวเต็งจากพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคแล้ว ก็ยังมีผู้สมัครอิสระอีกหลายคนที่มีความรู้ความสามารถ เสนอตัวเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนกรุงเทพฯ
แต่สิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก็คือ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง 4 ปี หากไม่พบการทุจริตหรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้นหากคนกรุงเทพฯ เลือกคนผิด คนกรุงเทพฯ ก็อาจจะต้องทนอยู่กับการบริหารกรุงเทพฯ โดยผู้ว่าฯ กทม.ที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอกับการบริหารมหานครขนาดใหญ่อย่าง กทม. ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนา กทม.เป็นไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบัน
เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่าฯ กทม. ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองขนาดใหญ่ก็คือ การใช้วิจารณญาณของคนกรุงเทพฯ เอง บทเรียนที่สำคัญที่สุดก็คือการปราศรัยหาเสียงแบบขายฝันของบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ทั้งหลาย ที่มีให้เห็นมาตลอดในการเลือกตั้งทุกครั้ง เพราะในอดีตที่ผ่านมามีผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม.หลายคน ไม่สามารถดำเนินโครงการต่างๆ ตามที่โฆษณาหาเสียงเอาไว้ในช่วงของการรณรงค์หาเสียง
สุดท้ายสารพัดโครงการที่ถูกหยิบขึ้นมาก็เป็นได้เพียงแค่โครงการขายฝันที่พูดด้วยความไม่รับผิดชอบ คิดเพียงแค่สร้างกระแสความนิยมของตัวเองขึ้นมา แต่เมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ไม่สามารถทำได้จริงดังที่มีการขายฝันเอาไว้ ซึ่งมีให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ดังนั้นในครั้งนี้คนกรุงเทพฯ จึงต้องใช้วิจารณญาณแยกแยะให้ได้ว่าโครงการไหนเป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้จริง โครงการไหนเป็นแต่การขายฝันก็อย่าไปเลือกผู้สมัครคนนั้น
นอกจากโครงการขายฝันที่ไม่สามารถทำได้จริงแล้ว สิ่งที่คนกรุงเทพฯ ยังต้องตระหนักเพิ่มก็คือ โครงการที่อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ได้หาเสียงเอาไว้และเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็เร่งผลักดันโครงการที่หาเสียงเอาไว้จนเป็นผลสำเร็จได้จริง แต่ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวกลายเป็นโครงการที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และมีการเผาผลาญงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นบางโครงการกลายเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งเหล่านี้คนกรุงเทพฯ ก็ควรจะต้องนำมาประกอบการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วย
ดังนั้นในการเลือกครั้งนี้ หากคนกรุงเทพฯ อยากเห็นมหานครของประเทศไทยพัฒนาไปข้างหน้าอย่างถูกทิศถูกทาง ก็ต้องใช้วิจารณญาณไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนโดยพิจารณาทั้งจากแนวนโยบายที่นำเสนอว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ หรือโครงการใดมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ต้องพร้อมใจกันไม่เลือกบุคคลเหล่านั้นเข้ามาทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม.







