
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.ไม่มีว่างสำหรับ "ไม้ประดับ"
ในที่สุดศึกชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็เริ่มต้นอย่างเป็นทางการจริงๆ เสียที
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในที่สุดศึกชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็เริ่มต้นอย่างเป็นทางการจริงๆ เสียที หลังจากได้เปิดรับสมัครตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ซึ่งก็คงพอเป็นที่ทราบกันแล้วว่า ผู้สมัครคนไหนได้เบอร์อะไร ก่อนทุกอย่างจะไปตัดสินเด็ดขาดในวันหย่อนบัตรวันที่ 3 มี.ค.
แน่นอนว่าตัวเต็งในรอบนี้อยู่ที่ผู้สมัครของสองพรรคการเมืองใหญ่ระหว่าง แชมป์เก่า “พรรคประชาธิปัตย์” และผู้ท้าชิงขาประจำ “พรรคเพื่อไทย” พลิกดูสถิติการเลือกตั้งสามครั้งล่าสุด (พ.ศ. 2547, 2551 และ 2552) เป็นฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถเก็บชัยชนะมาได้ตลอด แม้ว่าในบางช่วงรัฐบาลขณะนั้นจะเป็นของพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนก็ตาม
ถ้าดูในเชิงคณิตศาสตร์แล้วก็ถือเป็นงานยากพอสมควรที่พรรคเพื่อไทยจะฝ่าด่านเข้าไปได้ถึงพรรคเพื่อไทยจะมี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะด้านหนึ่งเหมือนเป็นทุกขลาภของพรรคเพื่อไทย ทำให้การขยับเขยื้อนอะไรย่อมถูกมองด้วยสายตาจับผิดได้ว่ากำลังเอื้อประโยชน์ให้กับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ หรือไม่ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เลยอาจเป็นผลให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ไม่กล้าเดินหน้าช่วยได้เต็มที่เท่าไหร่นัก
ผิดกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. สามารถหาเสียงได้อย่างสะดวก เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่ได้มีอำนาจรัฐในมือ ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค นำทัพพระแม่ธรณีบีบมวยผมตะลุยพื้นที่ กทม.ได้แบบไม่ต้องกลัวถูกจับผิดถ้าเทียบกับยิ่งลักษณ์
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเลือกตั้งหนนี้จะมีเพียงเฉพาะผู้สมัครจากพรรคการเมืองใหญ่ แต่ก็มีผู้สมัครแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือที่เรียกว่า “ในนามอิสระ” มาร่วมแจม ขอโอกาสคนเมืองหลวงด้วย ที่เห็นในเวลานี้ที่มีความน่าสนใจด้วยกัน 3 ราย ประกอบด้วย 1.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส 2.โฆสิต สุวินิจจิต และ 3.สุหฤท สยามวาลา
ทั้งสามคนไม่ใช่โนเนมสำหรับสังคมไทย อย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นถึงอดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และตลอดชีวิตราชการก็ถูกจัดให้อยู่ฝ่ายบู๊ที่สร้างความขยาดให้กับพวกนอกกฎหมายมาโดยตลอด ส่วนโฆสิต มีดีกรีเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงในองค์กรสื่อสารมวลชนอย่างโชกโชน หรือสุหฤท ก็เป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นในฐานะเป็นนักจัดรายการเพลงทางวิทยุชื่อดัง และมีประสบการณ์จากการบริหารบริษัทเอกชน
โดยทั้งหมดได้ประกาศขายฝันในทำนองเดียวกันว่า “มีความเป็นอิสระปลอดจากการครอบงำจากพรรคการเมือง” หวังว่าใช้กระแสการเมืองในบรรยากาศแบ่งขั้วเหลืองแดง ซึ่งคนเมืองหลวงกำลังสะอิดสะเอียนเต็มทีมาเป็นจุดขายซื้อใจเทคะแนนและให้โอกาสกับผู้สมัครอิสระบ้าง
แต่ทว่า ความฝันกับความเป็นจริงช่างต่างกันลิบลับ
ตัวชี้วัดที่เห็นได้เด่นชัดตัวหนึ่งอยู่ที่ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งพ่อเมือง กทม.ครั้งแรก ปรากฏว่ามีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่ผู้สมัครในนามอิสระได้รับชัยชนะ คือ ปี 2528 พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในนามกลุ่มรวมพลัง ได้ไป 408,233 คะแนน เหนือผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ “ชนะ รุ่งแสง” ที่ได้เพียง 241,002 คะแนน
อีกครั้งในปี 2539 พิจิตต รัตตกุล คว้าเก้าอี้ด้วยเสียงท่วมท้น 768,994 คะแนน ขณะที่ พล.ต.จำลอง ซึ่งลงในนามพรรคพลังธรรม ได้รับเสียงจากคนกรุงไปแค่ 514,401 คะแนน ถือว่าเสียเหลี่ยมมหาจำลองครั้งใหญ่ ถึงขั้นทำให้อดีตเลขานายกรัฐมนตรีสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รายนี้ ต้องหันหลังให้กับการเมืองไปพักใหญ่
ส่วนที่เหลือล้วนเป็นผู้สมัครจากพรรคการเมืองที่คุมความยิ่งใหญ่ในสนามเลือกตั้งใหญ่เอาไว้ได้แทบทั้งสิ้น ขณะที่ผู้สมัครอิสระที่ขอสู้พรรคใหญ่ทำได้ดีที่สุดแค่ “เกือบเป็นม้ามืด” ไม่สามารถสู้กับพรรคการเมืองได้
โดยมี 2 คนที่ใกล้เคียงกับคำว่าม้ามืด ได้แก่ ปี 2547 ปวีณา หงสกุล 619,039 คะแนน เป็นรองแค่ อภิรักษ์ โกษะโยธิน จากพรรคประชาธิปัตย์ และปี 2551 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ 340,616 คะแนน
จากตัวเลขดังกล่าว แก้วสรร อติโพธิ อดีตหนึ่งในผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ไม่สังกัดปี 2552 วิเคราะห์ถึงโอกาสของผู้สมัครอิสระว่า “ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้สมัครอิสระขาดการจัดตั้งเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองใหญ่มี ไม่ว่าะเป็น สส. สก. หรือ สข. แต่ผู้สมัครอิสระต้องทำพื้นที่เองทั้งหมด เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดกระแสไม่เอาพรรคการเมืองแรงๆ ขึ้นมา ก็เหมือนกับสมัย ดร.พิจิตต ชนะเลือกตั้ง อาจทำให้ผู้สมัครอิสระ
มีโอกาสชนะก็เป็นได้ แต่เท่าดูตอนนี้ยังไม่มี”
“อย่าลืมว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งของ ดร.พิจิตต ในปี 2539 เป็นจังหวะคาบเกี่ยวกับการเกิดกระแสเรียกร้องปฏิรูปการเมืองจนเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งคนในสังคมต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้ ดร.พิจิตต เอาชนะผู้สมัครจากพรรคการเมืองได้” อาจารย์แก้วสรร ให้ทัศนะ
สอดคล้องกับ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ อดีต สว.กทม. ก็มองว่า โอกาสของผู้สมัครอิสระเป็นได้ยาก เพราะในรอบหลายปีที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองได้สร้างฐานเสียงเลือกตั้งในพื้นที่ชุมชนฐานเสียงใหญ่ที่สุดของ กทม.อย่างเต็มที่ผ่านรูปแบบ สส. สก. และ สข. ซึ่งผู้สมัครที่ไม่ได้สังกัดพรรคไม่มีอยู่ในมือ ไม่เพียงเท่านี้ การเผยแพร่ข่าวสารของสื่อมวลชนที่ให้ความสำคัญกับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยมากกว่ารายอื่น ทำให้สังคมก็รับทราบข้อมูลเฉพาะสองพรรคการเมืองดังกล่าวเป็นพิเศษ
“นอกจากนี้ ธรรมชาติการเลือกตั้งระยะหลังนี้ประชาชนมักจะให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมากกว่า ดังนั้นคาดว่าคน กทม.อาจไม่ค่อยเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่มีผู้แทนประจำเขตใน กทม.ของตัวเอง เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าเลือกเข้าไปแล้วจะสามารถผลักดันการแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ แม้ว่าจะมีหลักประกันในเรื่องความเป็นอิสระจากการเมือง” อดีต สว.กทม.วิเคราะห์
สุดท้ายในเมื่อผู้สมัครอิสระขาดทั้งกระแสและกระสุนต่างกับพรรคการเมืองใหญ่ที่พร้อมไปด้วยอาวุธทุกรูปแบบ ดังนั้นโอกาสที่ดีที่สุดของพวกเขาคงทำได้ คือ การเป็นแค่ไม้ประดับเท่านั้น ยกเว้นจะเกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยากพอกับให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก







