
แกะรอยล่าแก๊งเด็กลักจักรยานยนต์เมืองสงขลา
การจับกุมแก๊งวัยรุ่นลักรถจักรยานยนต์ในเมืองสงขลา ที่ตระเวนลักรถจนเมืองทั้งเมืองเกิดความหวาดระแวงนั้น
โดย..วัสยศ งามขำ
การจับกุมแก๊งวัยรุ่นลักรถจักรยานยนต์ในเมืองสงขลา ที่ตระเวนลักรถจนเมืองทั้งเมืองเกิดความหวาดระแวงนั้น เป็นเพียงแค่ด่านแรกของคดีเท่านั้น หลังการสืบสวนพบว่ายังมีวัยรุ่นอีกหลายกลุ่มซึ่งเชื่อมโยงกัน ลงมือลักรถอย่างเป็นลูกโซ่เพื่อขายให้กับคนนอกพื้นที่
พ.ต.ต.ธเนศ พงษ์รอด สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองสงขลา หนึ่งในทีมจับกุมแก๊งวัยรุ่นที่ตั้งก๊วนเป็นแก๊งลักรถจักรยานยนต์ ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้จะมีรถจักรยานยนต์อย่างน้อยวันละ 34 คัน สูญหายจากฝีมือของวัยรุ่นแก๊งนี้ ขณะที่การสืบสวนทำได้ยาก แม้ว่าบางคดีกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายไว้ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเด็กวัยรุ่นเหล่านี้เป็นใคร
ในเบื้องต้น พ.ต.ต.ธเนศ เริ่มออกหาข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งลักรถในพื้นที่ และดูภาพจากกล้องวงจรปิดประกอบ คำตอบที่ได้คือแก๊งลักรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ ต.หัวเขา อ.สิงหนคร และ ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งข้อมูลนั้นค่อนข้างสอดคล้องกับภาพที่กล้องวงจรปิดหลายตัวบันทึกภาพคนร้ายในแต่ละคดีไว้ได้ และไม่มีกลุ่มแก๊งไหนรู้จักคนร้ายในภาพ ซึ่งหมายถึงคนร้ายน่าจะเป็นคนนอกพื้นที่
คำตอบที่เขาได้รับตอนนี้ก็คือคำว่า “งานยาก” เนื่องมาจากการทำงานของทีมสืบสวนจะต้องขยายวงกว้างออกไปจากเมืองสงขลา นอกเขตรับผิดชอบ เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงรายงานไปยัง พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อเป็นแกนกลางในการประสานงานกับกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 และตำรวจโรงพักต่างๆ ใน จ.สงขลา และวิธีการนี้เองก็ส่งผลดีต่อการสืบสวน เนื่องจากนักสืบในพื้นที่หลายคนโดดลงมาช่วยทีมสืบสวนของตำรวจเมืองสงขลา
จากกล้องวงจรปิดแค่จุดที่ลักขโมยรถจักรยานยนต์ การสืบสวนตามแกะรอยจากกล้องวงจรปิดอื่นๆ ตามเส้นทางที่คนร้ายหลบหนี ภายในไม่กี่วันก็พบว่าหลังก่อเหตุรถจักรยานยนต์ของเหยื่อจะถูกคร่อมขี่ไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยัง อ.จะนะ ตรงกับข้อมูลแรกของการสืบสวนที่เชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นแก๊งลักรถใน ต.นาทับ เมื่อเป็นเช่นนั้นภาพคนร้ายที่ได้จากกล้องวงจรปิดจึงถูกแจกจ่ายไปตามโรงพักที่เป็นเส้นทางหลบหนีของคนร้าย โดย พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ เน้นให้ชุดสืบสวนพุ่งเป้าไปที่ ต.นาทับ อ.จะนะ เป็นหลัก
และแล้วการคาดการณ์ก็ไม่พลาดเป้า เมื่อชุดสืบสวนนำภาพถ่ายของคนร้ายประสานกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ ต.นาทับ ก็ได้รับคำตอบว่าชายที่เชื่อว่าเป็นคนร้ายในภาพนั้นคือวัยรุ่นคนหนึ่งที่อยู่ในชุมชน เมื่อการสืบสวนชัดเจนตำรวจจึงชาร์จเข้าไปที่บ้านพักของเด็กวัยรุ่นวัย 17 ปีคนดังกล่าวทันที แน่นอนว่าเด็กก็ย่อมเป็นเด็ก เด็กชายที่ตั้งตัวเป็นแก๊งลักรถคนนี้เปิดปากรับสารภาพทันทีที่ประจันหน้ากับนักสืบนอกเครื่องแบบ เขาคายจนหมดเปลือกว่าได้นำรถจักรยานยนต์ที่ลักได้ไปขายให้กับนายมูหมัด ดวงแก้ง วัย 33 ปี เอเยนต์รับซื้อของเถื่อนรายใหญ่ที่มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ อ.สิงหนคร
หลังการซักปากคำในเบื้องต้น พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ สั่งให้ทีมสืบสวนไปคว้าตัวนายมูหมัดไว้ได้อย่างทันท่วงที พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ของกลางที่เขารับซื้อไว้ในราคา 3,000-5,000 บาท รวม 9 คัน เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยคำรับสารภาพ ที่อ้างว่านำไปขายต่อให้กับชาวบ้านนอกพื้นที่ และร่วมกันตั้งแก๊งขบวนการนี้มา เฉพาะวัยรุ่น 17 ปีที่จับตัวได้ทำไปราว 20 คัน รวมแล้วขายรถที่ได้จากการโจรกรรมไปไม่ต่ำกว่า 60-70 คัน แน่นอนว่าตำรวจยังไม่เชื่อปากคำของนายมูหมัด เพราะจากแนวทางการสืบสวนตัวเขาน่าจะทำมาร่วม 100 คดี
พ.ต.ต.ธเนศ เล่าให้ฟังว่า คนร้ายจะซ้อนรถจักรยานยนต์มาด้วยกันสองคน โดยจะไปจอดซุ่มเฝ้าดู และพุ่งเป้าไปที่รถยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 125i ที่เพิ่งเข้ามาจอด และไม่มีเครื่องป้องกัน เมื่อจอดเสร็จแล้วเจ้าของรถเดินห่างออกไปก็จะเข้าไปคร่อม และใช้อุปกรณ์คล้ายไขควงปลายแบนเจาะเข้าไปที่ช่องกุญแจ โดยใช้เวลาลงมือแค่ 30 วินาทีต่อคนเท่านั้น ก่อนที่จะขับรถหลบหนีคู่กันไป และนำไปขายให้กับนายมูหมัด เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อยาบ้ามาเสพ หรือไม่ก็ขายรถแลกกับยาบ้าไปเลย ทั้งนี้การขยายผลคดีนี้ตนกำลังอยู่ระหว่างออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 3 คน ที่เกี่ยวกับการรับซื้อ และเยาวชนอีกคนที่ร่วมแก๊ง
“ปัญหาของคดีนี้ก็คือคนลงมือเป็นเด็ก เด็กพวกนี้จะถูกส่งไปแค่สถานพินิจ ไม่นานก็จะออกมาก่อเหตุใหม่ หรือไม่ก็สอนเพื่อนให้ลักรถเป็น ในลักษณะรุ่นต่อรุ่น แก๊งพวกนี้จึงยังไม่หมดไป และผมเชื่อว่ายังมีกลุ่มเพื่อนของเด็กพวกนี้ที่ยังพร้อมที่จะลงมืออีกครั้ง เมื่อเรื่องเงียบ” พ.ต.ต.ธเนศ กล่าวและบอกว่า อย่างไรก็ตามการที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้รับซื้อได้ก็จะทำให้สถานการณ์การลักรถดีขึ้นมา เนื่องจากไม่มีผู้รับซื้อแล้วเด็กวัยรุ่นก็ไม่น่าออกไปตระเวนลักรถอีก
ด้าน พ.ต.อ.สุนทร เฉลิมเกียรติ รองผู้บังคับการ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 กล่าวว่า ได้สั่งการให้สายตรวจคอยตรวจรถจักรยานยนต์เวลาเข้าด่านตรวจ โดยดูไปที่รูกุญแจ หากมีร่องรอยการงัดแงะ หรือทะลวงกุญแจก็ให้อายัดไว้ตรวจสอบ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาอีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันชาวบ้านผู้ใช้รถก็ควรที่จะป้องกันรถของตัวเองด้วย เพราะจากสถิติพบว่ารถทุกคันที่คนร้ายลักไปนั้นไม่มีอุปกรณ์การป้องกัน ดังนั้นจึงควรเสียเวลาล็อกรถ หรือใช้อุปกรณ์เสริมการป้องกันจะทำให้รถของทุกคนปลอดภัยขึ้น







