
นิติศาสตร์แข็ง รัฐศาสตร์อ่อน จริงหรือ
ว่ากันจริงๆ การใช้คำพูดว่านิติศาสตร์แข็ง รัฐศาสตร์อ่อนนั้น ก็อาจจะทำให้เข้าใจผิดกันไปได้
ว่ากันจริงๆ การใช้คำพูดว่านิติศาสตร์แข็ง รัฐศาสตร์อ่อนนั้น ก็อาจจะทำให้เข้าใจผิดกันไปได้
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
ว่ากันจริงๆ การใช้คำพูดว่านิติศาสตร์แข็ง รัฐศาสตร์อ่อนนั้น ก็อาจจะทำให้เข้าใจผิดกันไปได้ แต่ถ้าพิจารณาตามที่ผู้คนพูดกันหนาหูก็คือ นิติศาสตร์นั้นเข้มงวดและไม่ผ่อนปรน ส่วนรัฐศาสตร์นั้นยืดหยุ่นและปรับตัวได้ โดยเหตุนี้เวลาที่บ้านเมืองมีปัญหาอะไรแล้ว คนอยากจะให้คิดในแง่บวกต่อกัน หรือหากมีประเด็นที่มีความผิดหรือมีโทษแล้ว อยากที่จะไม่ให้เอาผิดเอาโทษต่อกัน ก็จะบอกว่าต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ในการพิจารณา ใช้หลักนิติศาสตร์ไม่ได้ ก็จะเห็นภาพ
การที่จะพูดว่าใช้หลักรัฐศาสตร์ในการพิจารณา ใช้หลักนิติศาสตร์ไม่ได้นั้น เราจะต้องได้ความเสียก่อนว่าพิจารณาอะไร เพราะหากว่าพิจารณาเรื่องราวทั่วๆ ไป แน่นอนย่อมสามารถจะใช้นิติศาสตร์ก็ได้ รัฐศาสตร์ก็ได้ หรือแม้กระทั่งจะเป็นเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ในการพิจารณาก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับบริบทของประเด็นที่เราจะพิจารณา
แต่หากเป็นเรื่องกฎหมาย การพิจารณากฎหมายก็จะต้องมีความพิสดาร คือละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบรัดกุมยิ่งไปกว่าประเด็นอื่นๆ ดังนั้นหากเป็นเรื่องกฎหมาย เราจะสรุปไปว่าใช้นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือศาสตร์อื่นๆ พิจารณาก็ได้เช่นกัน คิดไปเช่นนั้นไม่ได้
ก่อนที่จะเป็นตัวบทกฎหมายขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายระดับใด จะเป็นระดับรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด รัฐบัญญัติ ข้อกำหนดของรัฐ หรือกฎหมายอื่นๆ เช่น เทศบัญญัติ หรือกฎหมายท้องถิ่นในลักษณะต่างๆ รวมถึงกฎหมายในลำดับ และรูปแบบอื่นๆ การพิจารณากฎหมาย หรือจะพูดให้ถูกต้องคงจะเป็นตัวบทกฎหมาย หรือตรงๆ ก็คือการร่างตัวบทกฎหมายหรือหลักการและเหตุผลแห่งการตรากฎหมายขึ้นมา แง่มุมต่างๆ ในการพิจารณาสารัตถะเหล่านั้นย่อมจะเป็นได้ที่ต้องใช้ศาสตร์หลายศาสตร์ หรือศาสตร์หนึ่งศาสตร์ใดโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องอย่างมากที่สุดกับตัวบทกฎหมาย หรือการจะนำไปใช้บังคับสำหรับกฎหมายนั้นมากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น หากเราจะตรากฎหมายขึ้นมาใช้บังคับกับการสร้างอาคารสูง หรือตึกระฟ้า การตรากฎหมายดังกล่าวย่อมจะไม่สมบูรณ์ไปได้ หรือไม่อาจจะที่จะใช้งานได้อย่างสมประโยชน์ หากว่าผู้ร่างหรือผู้ร่วมร่างไม่มีความรู้ในทางการก่อสร้างหรือวิศวกรรมโยธาเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นการจะตรากฎหมายว่าด้วยอาคารสูงดังกล่าว ย่อมจะต้องอาศัยการใช้วิศวกรรมศาสตร์มาพิจารณาสารัตถะแห่งกฎหมายนั้นด้วย จึงจะได้กฎหมายที่สามารถจะใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ
เหตุของการพิจารณาการมีตัวบทกฎหมาย หรือการพิจารณากฎหมายเช่นนี้เอง จึงทำให้นิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์มีความเกี่ยวพันกันค่อนข้างมาก เพราะเหตุว่านิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์นั้นมีจุดยึดโยงเกาะเกี่ยวกันค่อนข้างมากและชัดเจน เมื่อเทียบกับศาสตร์อื่นๆ
รัฐศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่พูดถึงเรื่องของรัฐในแง่มุมต่างๆ ซึ่งเราก็อาจจะเห็นตัวอย่างได้จากการมีรัฐศาสตร์การทูต รัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง รัฐศาสตร์การคลัง และอื่นๆ
ลองยกเอาตัวอย่างรัฐศาสตร์การเมืองการปกครองขึ้นมา เช่น เรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจของรัฐ ซึ่งเราก็เรียนกันมาว่าโดยทั่วไปก็มีการแบ่งอำนาจออกเป็น อำนาจบริหารอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ
เมื่อพิจารณาลงไปถึงอำนาจนิติบัญญัติ ที่ว่ากันง่ายๆ ก็คืออำนาจที่เกี่ยวกับการตรากฎหมายนั่นเอง เราจึงเห็นได้ว่าในแง่นี้นิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งแน่นแฟ้น เพราะการตรากฎหมายเป็นเรื่องรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ควบคู่กันไป
แต่นั่นเป็นเรื่องก่อนที่จะมีตัวบทกฎหมายออกมา หากเมื่อมีตัวบทกฎหมายออกมาแล้วไม่ว่าจะเป็นตัวบทกฎหมายลำดับศักดิ์ใดอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น การพิจารณาตัวบทกฎหมายนั้นไม่ใช้ศาสตร์อื่นใดในการพิจารณา หากแต่ใช้นิติศาสตร์ในการพิจารณา แม้ว่าจะเป็นกฎหมายที่มีประเด็นเชิงเทคนิค แม้กระทั่งเป็นเทคนิคในทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม การทำความเข้าใจตัวบทกฎหมายดังกล่าวนั้นอาจจะใช้วิทยาศาสตร์ช่วย แต่การพิจารณาตัวบทกฎหมายนั้นย่อมจะใช้แต่เพียงนิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตีความกฎหมาย
สิ่งที่ใช้ในการพิจารณากฎหมาย รวมถึงการตีความกฎหมายนั้นเราเรียกกันว่า “นิติวิธี” ซึ่งนิติวิธีนี้กว้างมาก เอาอย่างง่ายๆ ที่ผู้คนว่ากันว่านิติศาสตร์ไม่ยืดหยุ่นนั้น ลองตรึกดูง่ายๆ การลดโทษ การไม่เอาโทษ การไม่เอาผิด การเพิ่มโทษ การอภัยโทษ การประหารชีวิต สิ่งเหล่านี้ทั้งหลายทั้งที่เป็นเชิงบวก เชิงลบ ทั้งที่เป็นการปล่อยคนไป หรือการเอาคนมาจองจำ นิติศาสตร์สามารถดำเนินการได้ทั้งนั้น
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ไม่ใช่นิติศาสตร์ไม่ยืดหยุ่น แข็งกร้าว มีแต่จะเอาคนมาเป็นคนผิดแต่ถ้าท่านได้คิด ท่านจะเห็นว่าคนทำผิดกฎหมายก็คือผิดกฎหมาย การอาศัยศาสตร์นั้นมาพูดอย่างนี้ศาสตร์นี้มาพูดอย่างนั้น ก็เพียงจะเพื่อให้ไพล่ไปในทางที่ว่า คนนั้น คนนี้ กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะเหตุเราไม่ใช้นิติศาสตร์พิจารณาแต่ใช้รัฐศาสตร์พิจารณานั่นเอง
มันชอบแล้วหรือ ลองตรองดู







