posttoday
ถ้าผมซื้อตำแหน่ง...ขอให้มีอันเป็นไป

ถ้าผมซื้อตำแหน่ง...ขอให้มีอันเป็นไป

19 มกราคม 2556

แม้รัฐบาลเพื่อไทยเดินหน้าปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วถึง 3 ครั้ง นับตั้งแต่เข้าบริหารงานประเทศ

แม้รัฐบาลเพื่อไทยเดินหน้าปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วถึง 3 ครั้ง นับตั้งแต่เข้าบริหารงานประเทศ

แต่ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต สส.เลย 9 สมัย ยังยึดเก้าอี้เจ้ากระทรวง “ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” อย่างเหนียวแน่น

ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่าปรับ ครม.ปู 3 ที่ผ่านมาชื่อของเขาเกือบหลุดโผในวินาทีสุดท้าย เพราะ “วิสาร เตชะธีราวัฒน์” อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่มีแบ็กชั้นดีอย่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตเจ้ากระทรวงทรัพย์ฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไว้ใจคนหนึ่ง ส่งชื่อลงสนาม แต่ท้ายที่สุดเเล้ว “ปรีชา” ยังหนึบยึดตำแหน่งรัฐมนตรีที่นั่งเดิม ชนิดหักปากกาเซียน

ปรีชา ซึ่งได้เก็บตัวไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้มานาน ได้เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่าความจริงไม่ได้มีปัญหากับใคร และการแต่งตั้ง ครม.ว่า ใครสมควรอยู่ในตำแหน่งใดนั้นเป็นอำนาจของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าผลการดำเนินงานของแต่ละกระทรวงเป็นอย่างไร ดังนั้นสำคัญที่ว่าเมื่อเข้ามาแล้วต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด นายกฯ จะเป็นผู้ประเมินและปรับที่นั่งให้เหมาะสมเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าใครคนใดคนหนึ่งจะมีอำนาจในการปรับ ครม.!

“ต้องยอมรับว่าการบริหารงานทุกกระทรวงมันไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวรทางการเมือง ในส่วนนี้ก็มองได้ว่าทุกกระทรวงย่อมมีการปล่อยข่าว เพราะตำแหน่งมันมีน้อย แต่คนมันมีมาก ทุกคนก็อยากจะเป็นรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับการทำงานเป็นเครื่องพิสูจน์

ถ้าผมซื้อตำแหน่ง...ขอให้มีอันเป็นไป

 

...คือในการทำงาน เรื่องจุดแข็ง ไม่มีใครเป็นจุดแข็งหรอก แต่เราต้องยึดถือความถูกต้อง ต้องยึดถือนโยบายที่เราได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาที่เกี่ยวข้องกับแต่ละกระทรวง เราก็ต้องเอาภารกิจนี้ไปมอบให้กับผู้บริหาร และต้องมีความเชื่อมั่นว่าการทำงานในกระทรวงใดก็ตาม ถ้ารัฐมนตรีใดปล่อยปละละเลย ทำงานบกพร่อง มันก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ วันนี้เราทำงานที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

เกิดกระแสข่าวว่ามีการนำเงินมอบให้แกนนำพรรคเพื่อแลกตำแหน่ง?

รัฐมนตรีแย้งทันควัน “ผมขอยืนยันว่าไม่มี!” พลางบอกด้วยว่า “ผมเป็น สส.มาหลายสมัย อยู่พรรคการเมืองมาหลายพรรค ทั้งกิจสังคม เสรีธรรม และพรรคไทยรักไทย ล้วนมีเกณฑ์กรรมการบริหารพรรคในการพิจารณา การซื้อขายตำแหน่งในแวดวงการเมืองสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ต้องยอมรับว่าสมัยก่อนขึ้นอยู่กับระบบกลุ่มทุน คนไหนที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องเอาเงินมาซื้อตำแหน่ง ต้องเอาเงินให้พรรค แต่ขอเรียนว่าตั้งแต่ผมดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย สมัยท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้เสียเงินแม้แต่บาทเดียว”

ลือถึงขั้นตัวเลขเงิน 300 ล้านบาท?

เจ้าตัวแย้งอีกว่า “ผมยึดหลักการทำงานว่าต้องมีความจริงใจที่จะทำงานให้ดีที่สุด นำนโยบายที่ทางรัฐบาลมอบหมายและนโยบายของกระทรวงลงสู่พี่น้องประชาชน ขอย้ำว่ามาถึงจุดนี้ไม่เคยต้องเสียเงิน ถ้าผมมีการซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียวในการที่จะมาดำรงตำแหน่งขอให้ผมมีอันเป็นไปเลย” รมต.ปรีชา กล่าวยืนยันหนักแน่น

แม้รอดหวุดหวิดทุกครั้งที่ “ยิ่งลักษณ์” มีการขยับเก้าอี้รัฐมนตรี แต่ใช่ว่าการบริหารงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะราบรื่น เพราะเป็นกระทรวงที่ ยงยุทธ ติยะไพรัช เคยนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการคุมกระทรวงนี้ กลุ่มก๊กก๊วนข้าราชการประจำของยงยุทธจึงยังแน่นปึ้ก ก่อให้เกิดกระแสข่าวมีคลื่นใต้น้ำคอยกัดเซาะขาเก้าอี้รัฐมนตรีคนปัจจุบัน จนเป็นที่มาของการโยกย้ายล้างบางขั้วอำนาจเก่าที่หลงเหลือในกระทรวง

ปรีชาแจงประเด็นนี้ตรงไปตรงมาว่า “ไม่มี ไม่มี ผมอยู่ตรงนี้ต้องรับมอบนโยบายจากท่านนายกฯ ที่ได้มอบภารกิจไว้อย่างชัดเจน เจ้ากระทรวงต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่จะมีคนโน้นคนนี้มาอยู่บงการ ที่มีข่าวออกมาตลอดเวลาว่าในกระทรวงขัดแย้งกัน ก็ไม่มีหรอก เพราะเขาเอง (ยงยุทธ) ไม่ได้มีส่วนอยู่ในกระทรวง ไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องในกระทรวงแล้ว”

“การทำงานในกระทรวงทรัพย์ฯ ไม่มีการขัดแย้งในการบริหารงาน เพราะผมไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายในส่วนของการโยกย้ายข้าราชการ ปล่อยให้เป็นอำนาจของอธิบดีและปลัดกระทรวง ผมมีหน้าที่เพียงกำกับดูแล และให้นโยบายเท่านั้น ส่วนอธิบดีที่ได้แต่งตั้ง โยกย้ายเสร็จ แต่ผลการทำงานไม่เป็นไปตามนโยบาย ก็ถือว่าอธิบดีก็ต้องรับผิดชอบ จากนี้ต่อไปจะให้รองปลัดกระทรวงลงไปตรวจสอบการทำงานของแต่ละกรม เสร็จแล้วก็ต้องไปดูการทำงานของอธิบดีแต่ละกรม แล้วรายงานมาเป็นเรื่องลับ โดยมองจากข้างล่างมาถึงข้างบนว่าเกณฑ์การทำงานของอธิบดีแต่ละกรมผ่านเกณฑ์ประเมินไหม ให้ทำรายงานมาทุกเดือน”

ถ้าผมซื้อตำแหน่ง...ขอให้มีอันเป็นไป

 

สำหรับกรณีที่มีข้าราชการกระทรวงร้องเรียนเรื่องถูกย้ายไม่เป็นธรรมนั้น ปรีชา ย้ำว่า อธิบดีเองได้รายงานมาว่า การโยกย้ายก็เพื่อความเหมาะสม เพราะการย้ายหัวหน้าของแต่ละสำนักนั้นต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถในการทำงาน การคิดล้างบางตรงนั้นไม่ใช่เป็นเหตุผลแน่นอน ขอย้ำว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่ทำงาน ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่ทำงานแล้วกลับได้ดี แต่บางคนไม่ได้ทำงานเลยกลับแต่มีการวิ่งเต้นตำแหน่ง ดังนั้นก็ได้มีการมอบนโยบายกันว่าให้ทางอธิบดี รองอธิบดี ได้พิจารณาให้ความเป็นธรรมกับบุคคลเหล่านี้

ขณะเดียวกัน “ลูกหม้อยงยุทธ” อย่าง ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่เคยสร้างผลงานสะท้านป่าเดินหน้ากวาดล้างรีสอร์ตทับที่ดินอุทยานแห่งชาติทับลานก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ ได้หวนกลับมาตั้งพรรค “ทวงคืนผืนป่าประเทศไทย” เหมือนเป็นการตรวจสอบการทำงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น

กรณีนี้ ปรีชา ให้ความเห็นว่า ทุกคนก็มีสิทธิไปตั้งพรรค การชูนโยบายทวงคืนผืนป่าจะเป็นจุดในการหาเสียงให้พรรคตัวเอง ถือเป็นเรื่องดีที่ทุกภาคส่วนร่วมกันตรวจสอบทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ

“แต่ยืนยันว่าทางกระทรวงเองไม่ได้นิ่งเฉย ไม่เคยปล่อยปละละเลยเรื่องการตรวจสอบการบุกรุกป่า เพราะตอนอดีตอธิบดีคนนี้ทำงานก็อยู่ภายใต้นโยบายผม ต่อจากนี้ก็เดินเครื่องต่อ โดยต้องมีมาตรการเข้มขึ้นในการที่จะลงไปตรวจสอบทุกกรม ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ก็ได้มีการมอบหมายให้ทางปลัดกระทรวงดูแลจัดการ หลังจากนั้นต้องมีการดับเบิลเช็กโดยให้ผู้ตรวจของกระทรวงจะเดินคู่กับรองปลัดกระทรวงในการลงไปตรวจว่ารายงานมาข้อเท็จจริงมันตรงกันไหม ถ้ารายงานมาไม่ตรงกันก็ต้องรับผิดชอบ”

“สมัยนี้ต้องเข้มงวด เดิมทีถ้ามองย้อนไปเมื่ออดีตที่ผ่านมา 20-30 ปีก่อน ทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขามองว่าเป็นระบบมาเฟีย เพราะมีอิทธิพลพอสมควรในการที่จะชี้เป็นชี้ตายในป่าแต่ละแปลง แถมยังมีการซื้อขายตำแหน่ง เมื่อซื้อขายตำแหน่งเพื่อไปอยู่ในหน่วยงานนั้น เขาก็ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่มีความจริงใจที่จะทำงาน เพราะจะต้องหาผลประโยชน์คืน

...แต่ยุคนี้มาเฟียไม่มีอีกแล้ว เราได้เรียนรู้ข้อบกพร่องมาตั้งแต่ 20-30 ปีก่อน ต่อไปนี้เราก็ต้องมีมาตรการเข้มงวดในการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นการที่เราเองมีมาตรการไม่ค่อยเข้มข้น ไม่ค่อยเด็ดขาด จะเกิดการหาประโยชน์ให้ผู้อื่นมาแผ้วถาง บุกรุกป่า ดังนั้นใครรับผิดชอบอยู่ตรงไหน หากปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่ง ก็ถือว่าละเว้น ก็ต้องถือว่าผิดและได้รับโทษตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด” รมว.ทรัพยากรฯ กล่าวเน้นย้ำ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท