
9เดือนเดิมพันประเทศ
แน่นอนว่าในห้วงที่เกิดสุญญากาศทางการเมืองนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจที่เดินหน้าไปได้ระดับหนึ่งอาจต้องชะลอตัวลง
แน่นอนว่าในห้วงที่เกิดสุญญากาศทางการเมืองนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจที่เดินหน้าไปได้ระดับหนึ่งอาจต้องชะลอตัวลง
โดย..ทีมข่าวการเงิน
ข้อเสนอของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการเจรจากับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองว่า รัฐบาลพร้อมจะยุบสภาใน 9 เดือน ซึ่งจะตกประมาณช่วงสิ้นปี
แต่มีเงื่อนไข 3 ข้อคือ เศรษฐกิจดี มีการแก้ไขกติกา และบรรยากาศบ้านเมืองเป็นไปด้วยความปกติสุข แต่ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ไม่ยอมรับ กลายเป็นเส้นตายที่เกิดข้อถกเถียงกันว่า
9 เดือนนั้นมาจากอะไร และเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ในการดับร้อนปัญหาประเทศ
ถ้าพิเคราะห์จากแนวทางของนายอภิสิทธิ์จะเห็นชัดว่ารัฐบาลให้น้ำหนักกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาตามมามาก
ข้อวิตกกังวลของนายอภิสิทธิ์ในภาพเศรษฐกิจถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ได้ใจนักลงทุน นักธุรกิจ
เพราะประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดมาแล้วจากการรัฐประหารในปี 2549 แล้วร่างงบประมาณในปี 2550 ต้องตกไป จนรัฐบาลต้องนำงบประมาณรายจ่ายในปี 2549 มาใช้ไปพลางๆ
ผลสัมฤทธิ์ที่ตามมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ติดขัดคือ ความอัตคัดขัดสนของระบบเศรษฐกิจประเทศโดยรวม
เพราะงบลงทุนจำกัด งบรายจ่ายถูกตัด รัฐบาลไร้ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์ในการต่อสู้กับพายุร้ายทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ชะงักงัน การลงทุน กำลังซื้อดับสนิท
เศรษฐกิจปี 2550 ทั้งปีซบเซาสนิท อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนั้นแม้จะเข็นกันสุดๆ แต่เติบโตแค่ 3.8-4%
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับดังกล่าว ไม่พอรับมือกับการจ้างงานใหม่ บรรดานิสิตนักศึกษาจบใหม่ตกงานกันระนาว ห้างร้านกิจการฝืดเคืองกันเป็นทิวแถว บางรายยังเป็นไข้ไม่หายทอดยาวมาจนปัจจุบัน
แม้นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. จะบอกว่า รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณปี 2553 ไปพลางๆ ก่อนได้ แต่บาดแผลลึกในระบบเศรษฐกิจที่คนไทยเคยรับบทเรียนมาแล้วจะหวนกลับมาอีกคำรบ ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังระส่ำระสายและคู่แข่งไทยกำลังงัดอาวุธมาต่อสู้ได้ บางรายกลายเป็นเรือใบติดลมบนแล้ว
แต่ถ้าเรือธงของไทยยังพลิกคว่ำคะมำหงายนั้นถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคนไม่ว่าเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อขาว
และหากพิจารณาถึงความต่อเนื่องในทางนโยบายแล้ว การสะดุดซึ่งการเดินตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปอาจทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ถอยหลังเข้าคลองได้
เพราะโครงสร้างรายจ่ายสาระสำคัญของวงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เมื่อเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สรุปได้ดังนี้
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 มีทั้งสิ้น 2,070,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 3.7 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21.8% โครงสร้างหลักมีดังนี้
หนึ่ง รายจ่ายประจำมีทั้งสิ้น 1,630,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณ พ.ศ. 2553 ถึง 196,226 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.7% และคิดเป็นสัดส่วน 78.8% ของวงเงินงบประมาณรวม เทียบกับสัดส่วนเดิม 84.4% ของงบประมาณ พ.ศ. 2553
สอง รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 30,346 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.4% ของวงเงินงบประมาณรวม
รายจ่ายรายการนี้ในงบประมาณประจำปี 2553 ไม่ได้ตั้งไว้เนื่องจากตั้งไปแล้วในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 19,139.5 ล้านบาท ถ้าใช้งบเดิมก็ยุ่งได้
สาม รายจ่ายลงทุนจำนวน 341,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 1.27 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 59.2% และคิดเป็นสัดส่วน 16.5% ของวงเงินงบประมาณรวม เทียบกับสัดส่วน 12.6% ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จะเห็นได้ว่างบลงทุนในปีงบประมาณ 2554 นั้นเพิ่มขึ้นจากเดิมเพื่อมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาคเอกชนยังรีรอในการลงทุนมากโขอยู่
สี่ รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 67,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 16,427 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 32.3% และคิดเป็นสัดส่วน 3.3% ของวงเงินงบประมาณรวม เทียบกับสัดส่วน 3% ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ถ้าใช้กรอบงบประมาณเดิมก็เป็นดินพอกหางหมู
ด้านรายได้สุทธิในปีงบประมาณ 2554 นั้นรัฐบาลได้กำหนดกรอบไว้จำนวน 1,650,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่รายได้ตกประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และดุลงบประมาณขาดดุล จำนวน 4.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 7 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20% โดยคำนวณจากการประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ว่าจะขยายตัว 3.5-4.5% โดยมีเงินเฟ้อที่ระดับ 2-3%
นอกจากนี้ โปรดอย่าลืมว่าตามแผนยุทธศาสตร์กรอบการลงทุนในช่วง 3 ปี คือปี 2553-2555 นั้นรัฐบาลตั้งไว้สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาทนั้นเน้นการวางรากฐานโครงการระบบขนส่งโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุน ถ้างบประมาณขาดความต่อเนื่องก็จบ
สารพัดรายจ่ายที่ผูกพันไว้ เช่น งบเรียนฟรี 15 ปี ปีละ 7.5-8.5 หมื่นล้านบาท งบประกันรายได้เกษตรกร ค่ารักษาพยาบาลสุขภาพดีถ้วนหน้า เงินผู้สูงอายุ งบประมาณที่ต้องจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐบาลตัดไปในปี 2553 เหลือแค่ 1.39 แสนล้านบาท หายไปกว่า 7 หมื่นล้านบาท สิ่งเหล่านี้ก็คงต้องเป็นไปเช่นเดิม
ขณะที่เสน่ห์ในการดึงเงินนอกมาลงทุนขับเคลื่อนประเทศก็หมดกัน เพราะลำพังเงินที่ยึดจากอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท และค่าภาษีค้างจ่ายจากบุตรทั้งสอง 1.2 หมื่นล้านบาท คงไม่สามารถฉุดกระชากลากถูให้คนไทยทั้งชาติลืมตาอ้าปากได้
ยิ่งเมื่อพิเคราะห์จากช่วงเวลาของกรอบงบประมาณแล้ว ชัดเจนว่า ต้องใช้เวลาถึงเดือน ก.ย. เป็นอย่างต่ำ
เพราะกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายปี 2554 ว่าสำนักงบประมาณได้สนองนโยบายวงเงินโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายและวงเงินรายจ่ายประจำขั้นต่ำที่จำเป็น และรายจ่ายตามข้อผูกพันต่อ ครม. ไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2553
ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ รับนโยบายจากรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อจัดทำรายละเอียด วงเงิน และคำของบประมาณเสนอรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาและส่งสำนักงบประมาณในวันที่ 1 ก.พ. 2553 เพื่อเสนอ ครม. วันที่ 30|มี.ค. 2553
วันที่ 31 มี.ค.-9 เม.ย. 2553 จะให้ปรับปรุงรายละเอียดก่อนส่งสำนักงบประมาณในวันที่ 9 เม.ย. 2553 และเสนอ ครม. วันที่ 27 เม.ย. 2553
สำนักงบประมาณจะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 11 พ.ค. 2553
เสนอต่อวุฒิสภาประมาณวันที่ 6 ก.ย. 2553 และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ประมาณวันที่ 10 ก.ย. 2553 เพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย
9 เดือนที่นายกรัฐมนตรีเสนอขึ้นมาเป็นเดิมพันประเทศในการเจรจาจึงอยู่ในกรอบดังกล่าวนี้
การตัดสินใจปลดล็อกทางการเมืองโดยมีผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นเดิมพันจึงต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน เพราะมีชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศเป็นตัวประกัน
แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้แล้วต้องยุบสภาก่อนกำหนดเพราะหมดหนทางเลือก ในที่สุดรัฐบาลใหม่ก็ต้องมาพิจารณาแนวทางการจัดทำงบกลางปีใหม่ให้สอดคล้องกับปัญหา แต่กว่าจะดำเนินการได้ต้องช้าออกไปอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือนกว่าจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
และแน่นอนว่าในห้วงที่เกิดสุญญากาศทางการเมืองนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจที่เดินหน้าไปได้ระดับหนึ่งอาจต้องชะลอตัวลง งบลงทุนที่ตั้งไว้ 341,369 ล้านบาท อาจจะไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเสียแล้ว
ยุทธศาสตร์ประเทศที่กำหนดกรอบไว้ต้องปรับทิศกันใหม่
นี่คือข้อห่วงใยที่ภาคเศรษฐกิจส่งเสียงหนุนก้องให้งบประมาณปี 2554 ผ่านไปก่อนแล้วค่อยยุบสภา...







