
บูรพาภืวัฒน์ในยุคเออีซี
เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปกล่าวปาฐกถานำที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต หัวข้อที่เชิญให้ผมไปพูดก็คือ “การพัฒนาในยุคเออีซีและบูรพาภิวัฒน์” ผมได้ชี้ให้เห็นว่า โลกที่เราเกิดและเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ กำลังถูกแทนที่ด้วยโลกใบใหม่ที่แตกต่างจากใบเดิมมากทีเดียว กล่าวคือในรอบกว่า 200 ปีที่ผ่านมานั้น โลกของเราถูกครอบงำ ชี้นำ และอยู่ในการควบคุมของตะวันตก ซึ่งหมายถึงยุโรป อเมริกา เป็นหลัก ในขณะที่เอเชียซึ่งล้าหลัง หรือตกเป็นเมืองขึ้น ถูกมองว่าเป็นโลกตะวันออก รวมทั้งแอฟริกาและอเมริกาใต้ ยิ่งตกเป็นเมืองขึ้น ก็ถูกมองว่าเป็นโลกตะวันออกเช่นกัน
เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปกล่าวปาฐกถานำที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต หัวข้อที่เชิญให้ผมไปพูดก็คือ “การพัฒนาในยุคเออีซีและบูรพาภิวัฒน์” ผมได้ชี้ให้เห็นว่า โลกที่เราเกิดและเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ กำลังถูกแทนที่ด้วยโลกใบใหม่ที่แตกต่างจากใบเดิมมากทีเดียว กล่าวคือในรอบกว่า 200 ปีที่ผ่านมานั้น โลกของเราถูกครอบงำ ชี้นำ และอยู่ในการควบคุมของตะวันตก ซึ่งหมายถึงยุโรป อเมริกา เป็นหลัก ในขณะที่เอเชียซึ่งล้าหลัง หรือตกเป็นเมืองขึ้น ถูกมองว่าเป็นโลกตะวันออก รวมทั้งแอฟริกาและอเมริกาใต้ ยิ่งตกเป็นเมืองขึ้น ก็ถูกมองว่าเป็นโลกตะวันออกเช่นกัน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกตะวันออกได้รับเอกราช กลายเป็นประเทศโลกที่ 3 หรือบางคนเรียกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ส่วนโลกตะวันตกถูกเรียกเสียใหม่ว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศโลกที่ 1 จากนั้นมาอีกร่วม 60 ปี ก็ไม่มีใครเชื่อว่าตะวันตกจะมีขาลง และตะวันออกจะมีขาขึ้น
แต่โลกนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ที่คาดไม่ถึง เวลานี้ตะวันตกอยู่ในขาลงจริงๆ ขณะที่ตะวันออกคึกคัก เข้มแข็ง เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และกำลังเร่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ถ้าเทียบกับคนก็เหมือนในวัย 2030 ปีเศษ ไม่ใช่เฉพาะจีนเท่านั้นที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังรวมถึงบราซิล ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจะกลายเป็นสหรัฐอเมริกาของอเมริกาใต้ ในเวลาไม่กี่สิบปีข้างหน้าอย่างแน่นอน และยังต้องรวมถึงอินเดีย เกาหลีใต้ ประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ทั้งอิหร่าน ตุรกี และแอฟริกาใต้ ตะวันออกนี้จึงรวมถึงอาเซียนด้วย
จากนั้นผมได้ชี้ให้เห็นว่าการทำประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นั้น เรามีศักยภาพกันแค่ไหน เริ่มด้วยการบอกว่าเออีซีนั้นมีประชากรร่วมกันทั้งสิ้น 600 กว่าล้านคน ในเออีซีมีสิงคโปร์เป็นเศรษฐกิจระดับโลก มีรายได้ประชาชาติรวมสูงกว่าของคนอังกฤษ มีมหาวิทยาลัยและงานวิจัยที่อยู่ในระดับโลก มีท่าเรือและท่าอากาศยานระดับโลก อีกประเทศหนึ่งคือ อินโดนีเซีย ติดอยู่กับประเทศ จี 20 หรือประเทศหลักของโลกที่ร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาต่างๆ ในทางเศรษฐกิจให้แก่โลกเป็นระยะๆ พูดง่าย คือ เออีซีนั้นสามารถต่อติดกับมหาอำนาจชั้นนำของโลก โดยผ่านอินโดนีเซียได้เป็นประจำอยู่แล้ว
ในเออีซีนั้นยังมีประเทศเศรษฐกิจเติบโตเร็วในระดับ 25 ประเทศของโลกด้วย อันได้แก่ พม่า (เศรษฐกิจโต 12-13% ต่อปีติดต่อกัน 10 ปี) กัมพูชา (เศรษฐกิจโต 8% ติดต่อกัน 10 ปี) เวียดนาม (เศรษฐกิจโต 7% ติดต่อกัน 10 ปี) ลาว (เศรษฐกิจโตเกือบ 7% ติดต่อกัน 10 ปี)
นอกจากนั้น เออีซีแทบทุกประเทศสามารถเข้าถึงทะเลและมหาสมุทรได้ง่ายดาย ซึ่งต้องอย่าลืมว่ามหาสมุทรที่ต่อติดกันคือ มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่เป็นทะเลจีนใต้จนกลายเป็นมหาสมุทร 2 แห่งของโลกในยุคบูรพาภิวัฒน์
ยิ่งกว่านั้นเออีซียังมีช่องแคบมะละกา ซึ่งปากทางเข้าไม่ไกลจาก จ.ภูเก็ต และ จ.สตูล เลย อันที่จริงกล่าวได้ด้วยว่า จ.สตูล เป็นปากทางเข้าช่องแคบมะละกา ส่วนที่เป็นทางออกของช่องแคบมะละกาคือ สิงคโปร์ ช่องแคบมะละกานี้ผมย้ำเป็นช่องแคบที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เพราะสินค้า น้ำมัน และแก๊ส ที่ส่งผ่านช่องแคบนี้มีปริมาณเป็น 2 เท่าครึ่งของที่ผ่านคลองสุเอซ เป็น 2 เท่าครึ่งเช่นกันของปริมาณที่ส่งผ่านคลองปานามา
เมื่อเราเป็นเด็กคงจำได้ว่าคลองสุเอซและคลองปานามา เป็นเส้นเลือดใหญ่ของโลกทุนนิยม แต่วันนี้วันที่เรากำลังทำเออีซีและทำในยุคบูรพาภิวัฒน์ เส้นเลือดใหญ่ที่สุดของทุนนิยมโลกน่าจะอยู่ที่ช่องแคบมะละกาจึงได้กล่าวว่า เออีซีในตัวของตัวเองนั้นต้องมีศักยภาพสูงอยู่แล้ว เมื่อเออีซีอยู่ใกล้จีนและอยู่ใกล้อินเดีย นั่นทำให้ศักยภาพของเออีซีสูงขึ้นเป็นเท่าๆ มันจำเป็นอย่างที่เราจะต้องเอาพลังของจีนและอินเดียมานำหรือมาปลุกการทำเออีซีของเรา ส่วนจะนำมาอย่างไร อยู่ที่ว่าที่สุดแล้วต้องมีการทำโลจิสติกส์
อินเดียนั้นต้องการที่จะทำรถไฟความเร็วสูงจากทางตะวันออกของประเทศ เช่น กัลกัตตามาทางตะวันออกจนถึงเข้าไปพม่าที่เมืองมัณฑะเลย์ และเข้าสู่ประเทศไทย โดยผ่าน จ.ตาก หรือ กาญจนบุรี แล้วเข้าสู่กรุงเทพฯ จากนั้นก็จะทำแยกเป็น 2 สายคือ สายหนึ่งลงใต้ไปจนถึงผ่านภาคใต้ของไทย เข้ามาเลเซียและสิ้นสุดในสิงคโปร์ กับอีกสายหนึ่งจะไปทางตะวันออกจากกรุงเทพฯ เข้าสู่อีสาน และไปสู่กัมพูชา ลาว เวียดนาม และอาจสิ้นสุดที่จีนตอนใต้ กล่าวได้ง่ายๆ ก็คืออินเดียจะลงสู่สิงคโปร์ และจะไปสู่อาเซียนและจีนตอนใต้ไม่ได้เลย ถ้าไม่ผ่านกรุงเทพฯ
ส่วนจีนมียุทธศาสตร์มุ่งลงใต้ สู่มหาสมุทรอินเดียผ่านอาเซียน ในจีนทำรถไฟความเร็วสูง 3 เส้นทางใหญ่ คือ เส้นทางที่หนึ่งจากคุนหมิงไปทางตะวันตกเข้าสู่มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง กรุงเทพฯ ตามความยาวของภาคใต้ประเทศไทยเข้าสู่มาเลเซียและจบลงที่สิงคโปร์ ส่วนเส้นที่ 2 เป็นเส้นกลางจากคุนหมิงไปลาว หรือพม่า และเข้าสู่ภาคเหนือของไทย วิ่งตลอดตามความยาวของประเทศไทยเข้าสู่มาเลเซียและลงท้ายที่สิงคโปร์ เส้นที่ 3 จากคุนหมิงไปทางตะวันออกเข้าฮานอย ดานัง เว้ ไซง่อน พนมเปญ และตามความยาวของประเทศไทยทางภาคใต้จนไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์
สิ่งที่เออีซีควรทำคือ จะต้องร่วมกับอินเดียและจีนทำระบบโลจิสติกส์ ตามเส้นทางที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นก็จะทำให้เออีซีเชื่อมเข้ากับจีนและอินเดียในทางบกได้อย่างสะดวก ซึ่งถ้าเราทำได้สำเร็จคือสามารถรวมประชากรอินเดีย 1,200 ล้านเท่ากับประชากรจีน 1,300 ล้าน และเข้ากับประชากรอาเซียนส่วนที่ระบบโลจิสติกส์ดังกล่าวข้างต้นผ่าน ซึ่งมีประมาณ 500 ล้านคน รวมกันเข้าก็จะเป็นประชากรถึง 3,000 ล้านคน ก็จะทำให้อินเดีย จีน และเออีซี กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคบูรพาภิวัฒน์







