
รักษามวลชน เล่นละครนิรโทษ
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในเวลานี้กำลังให้น้ำหนักกับการเรียกร้องให้เกิดกระบวนการ “นิรโทษกรรม” ให้กับมวลชนที่ถูกดำเนินคดีสืบเนื่องมาจากการชุมนุมปี 2553
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้มวลชนคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นบันไดที่ให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2554 มีความหวังว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยได้ขึ้นเป็นใหญ่จะเดินหน้ากระบวนการนิรโทษกรรมให้เป็นรูปธรรม แต่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นความสิ้นหวังแบบไม่คาดคิดว่ารัฐบาลของคนเสื้อแดงจะแสดงความเมินเฉยออกมา
มีเพียงแค่การอนุมัติงบประมาณการเยียวยา แต่ความหวังใหญ่อย่างการได้รับอิสรภาพของเพื่อนร่วมรบยังไร้วี่แวว นอกจากบุคคลในระดับแกนนำเสื้อแดงบางรายที่ได้รับการปล่อยตัวด้วยความช่วยเหลือของรัฐบาล
ยิ่งเมื่อมวลชนถูกพิพากษาจำคุกในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือคดีบุกรุกสถานที่ราชการ โดยศาลไม่รอลงอาญามากขึ้น บรรดาแกนนำ นปช.ทั้ง “ธิดา-จตุพร-ณัฐวุฒิ” ยิ่งถูกกดดันจากมวลชนฐานรากของตัวเองมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) มวลชนก็หวังว่าจะเป็นปากเป็นเสียงแทน เพื่อให้ ครม.เห็นถึงข้อเรียกร้องนี้เห็นได้ชัดจากการเรียกร้องจากกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล กลุ่มการเมืองในเครือข่ายเสื้อแดงที่มีภารกิจ เพื่อให้นักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัว
“ในนามของกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลได้หารือกับกลุ่มต่างๆ โดยมีเป้าหมายในการนิรโทษกรรมเกิดขึ้นในสมัยประชุมสภาสมัยนี้ให้จงได้ สิ่งที่มุ่งหวังคือรัฐบาลจะได้รับข้อเสนอนี้จากนิติราษฎร์ไปพิจารณาในคณะรัฐมนตรี นำร่างฯ เข้าสู่รัฐสภา” เนื้อหาในข้อเรียกร้องของกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล
เช่นเดียวกับกลุ่มเครือข่ายในโซเชียลมีเดีย ได้แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นอยู่เป็นระยะๆ และถามหาถึงความจริงใจจากแกนนำ นปช.ที่เป็นทั้ง สส.และ ครม.ว่าจะช่วยเหลือประชาชนอย่างไร กลายเป็นช่องโหว่ให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถตีกินและแซะรัฐบาลได้หลายครั้งด้วยวาทกรรม “เสื้อแดงถูกรัฐบาลหลอก”
ส่งผลให้แกนนำ นปช.เองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทำได้แต่บอกแค่ว่า “เป็นอำนาจของรัฐบาล” ไม่ต่างอะไรกับการโยนเผือกร้อนออกไปจากตัวให้พ้นๆ ไปก่อน
ด้วยแรงกดดันจากมวลชนของตัวเอง ทำให้แกนนำ นปช.ต้องเอาใจมวลชนตัวเองมากขึ้น โดยเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่การประกาศ “ปฏิญญาโบนันซ่า” ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2555 ซึ่งได้เสนอให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมให้ประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาจากการชุมนุมทางการเมืองทุกกลุ่มยกเว้นแกนนำและคนสั่งการ
ถัดมาในวันที่ 15 ม.ค. “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” ประธาน นปช. เคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์หน้าเรือนจำหลักสี่ สถานที่คุมขังนักโทษการเมือง เพื่อประกาศเนื้อหานิรโทษกรรมออกมาในรูปแบบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แทนข้อเสนอเดิมที่ให้ตราเป็น พ.ร.บ.
สาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 ว่า “บรรดาผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2550 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2554 ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจากคำพิพากษาอันถึงที่สุด หรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งยังไม่ถึงที่สุด ให้ถือว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดและให้พ้นจากความผิด โดยไม่รวมถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว”
สำทับด้วยท่าทีของ “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำ นปช.ที่แสดงท่าทีในทำนองประชดประชันว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่เห็นแก่ตัว เพราะมวลชนเสื้อแดงถูกจำคุกมานานกว่า 3 ปี
ทว่า กลับได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลแบบไม่เหลือเยื่อใย
“วราเทพ รัตนากร” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดถึงเหตุผลที่ไม่สามารถทำให้เห็นเป็นจริงได้เอาไว้ว่า การออก พ.ร.ก.จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุตามรัฐธรรมนูญ 184 คือต้องทำ พ.ร.ก.เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น
พลิกดูเงื่อนไข พ.ร.ก.ฉบับเสื้อแดงดูอย่างไรก็ยากที่จะเข้าลักษณะตามมาตรา 184 เมื่อวราเทพหนึ่งในแกนนำรัฐบาลพูดออกมาอย่างนี้ทุกอย่างก็จบลงไปโดยปริยาย และเป็นเรื่องยากที่เสื้อแดงจะได้เห็นการนิรโทษกรรมในรัฐบาลชุดนี้
ทั้งนี้ ถ้ามองในอีกด้านหนึ่งเชื่อว่าแกนนำ นปช.ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าจะต้องลงเอยด้วยการปฏิเสธจากรัฐบาลแบบนี้ เนื่องจากยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในเวลานี้ คือ ไม่สร้างเงื่อนไขขับไล่รัฐบาล
ประเมินแล้วเห็นว่าเวลานี้ไม่เหมาะกับการเริ่มต้นกระบวนการนิรโทษกรรมไม่ว่าจะเพื่อช่วยฝ่ายไหน เพราะต้องการควบคุมอุณหภูมิและบรรยากาศทางการเมืองเอาไว้ไม่ให้เป็นชนวนสร้างความเดือดร้อนให้กับรัฐบาล หลังจากรัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจจากฤทธิ์เดชของนโยบายประชาชน ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าไหร่นัก
ดังนั้น ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า ถ้ารัฐบาลเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาจริงๆ ตามข้อเรียกร้องของ นปช.จะมีแรงสนับสนุนหรือต่อต้านมากน้อยเพียงใด
อาจเป็นไปได้ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะใช้เงื่อนไขนี้เคลื่อนไหวขับไล่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพราะมองไปว่ารัฐบาลกำลังใช้การนิรโทษกรรมประชาชน เพื่อเป็นประตูสู่การนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สะเทือนถึงงานใหญ่ของรัฐบาลในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการสานเสวนา เพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
เพียงแต่แกนนำ นปช.จะลอยตัวไม่สนใจเสียงของมวลชนเลยก็ไม่ได้
ความจำเป็นที่ต้องเล่นบทดุใส่รัฐบาล นัยสำคัญเพื่อต้องการเอาใจมวลชนและให้เห็นว่าไม่ได้ถูกลอยแพ อย่างน้อยแกนนำ นปช.ก็ได้พยายามผลักดันอย่างถึงที่สุดแล้ว
เพราะในทางกลับกัน หากแกนนำ นปช.ปล่อยให้มวลชนตัวเองแสดงความไม่พอใจผ่านสาธารณะเรื่อยๆ ย่อมนำมาสู่ความขัดแย้งกันเองถึงเลยเถิดขนาดที่แกนนำ นปช.สูญเสียอำนาจในการควบคุมมวลชนได้ ย่อมส่งผลต่อฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย
สุดท้ายมวลชนคนเสื้อแดงต้องทนกลืนเลือด เพื่อให้พรรคเพื่อไทยเถลิงอำนาจต่อไป







