
หวั่นรัฐสู้คดีพระวิหารเสียเปรียบเขมร
"ปชป."หวั่นแนวทางสู้ดคีพระวิหารเสียเปรียบเขมร "สุรพงษ์" ยันไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ย้ำผลตัดสินมีแต่เจ๊ากับแพ้
"ปชป."หวั่นแนวทางสู้ดคีพระวิหารเสียเปรียบเขมร "สุรพงษ์" ยันไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ย้ำผลตัดสินมีแต่เจ๊ากับแพ้
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. นายศิริโชค โสภา สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสด นาย สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรณีปราสาทพระวิหาร โดยระบุว่า นายสุรพงษ์มีพฤติกรรมที่ทำให้คนจำนวนมากผิดหวัง ทำตามใบสั่งนายใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์2 ปีที่ผ่านมาเกิดการปะทะกันตามแนวชายแดน แต่คนที่อยู่แดนไกลให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์จาการ์ต้าโกลบในทำนองว่าไทยไปรุกรานกัมพูชาและยิงเพื่อนบ้านของตัวเอง
"ขอตั้งคำถามว่า นายทิต โซะเทีย รองหัวหน้าหน่วยข่าวและตอบโต้เร็วของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ไทยมีการรุกรานอธิปไตยกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร จึงขอถามว่ากรณีที่นายทิต ให้สัมภาษณ์ว่าไทยรุกรานอธิปไตยกัมพูชานั้น จุดยืนของไทยเป็นอย่างไรและทำจดหมายทักท้วงหรือไม่ เพราะหากไม่มีการทักท้วงจะถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชาในการต่อสู้คดี"นายศิริโชคกล่าว
นายศิริโชค กล่าวอีกว่า กรณี นายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าคดีนี้ไทยมีแต่แพ้กับเสมอตัว ซึ่งถ้ากัมพูชานำเรื่องไปต่อสู้ที่ศาลโลกไทยก็แพ้ จึงอยากถามว่าทำไมถึงยกธงขาวไม่ต่อสู้ นอกจากนี้ อยากถามถึงผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล ที่สื่อมวลชนของกัมพูชาที่อ้างอิงข้อมูลจากวิกิลีกส์ ได้รายงานว่ามีการตกลงผลประโยชน์แก๊ซและน้ำมันในอ่าวไทยเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยืนยันว่าเรื่องนี้ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
ด้าน นายสุรพงษ์ ชี้แจงว่า กรณีของนายทิต ให้สัมภาษณ์ นั้น เป็นการให้สัมภาษณ์ส่วนตัว ไม่ใช่การประท้วงมายงรัฐบาลไทย จึงยังไม่มีการตอบโต้แต่อย่างใด ส่วนการให้สัมภาษณ์เรื่องแพ้หรือเสมอตัวนั้นไม่อยากให้ตัดตอนตอนมาพูดเท่านั้น เพราะสิ่งที่ตนเองพูดนั้นเป็นการพูดถึงแนวทางคำตัดสินของศาลที่เป็นไปได้ 4 แนวทางคือ 1.ศาลโลกจำหน่ายคดี 2. ศาลพิจารณาคดีและตัดสินตามท่าทีของไทย 3. พิจารณาตามแผน 1 ต่อ 2แสนตารางกม. และ 4.ศาลตัดสินแบบกลางๆ ไม่อิงท่าทีของไทยและกัมพูชา ซึ่งถ้าเป็นไปในแนวทางที่1และ 2 ก็คือเสมอตัว แต่หากพิจารณาตามแนวทางที่3และ4 ไทยก็แพ้คดี เป็นการพูดเพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย
"ที่ผ่านมามักถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล และนำไปเกี่ยวโยงกับประเด็นการเมือง แต่ขอยืนยันว่าการทำเอ็มโอยู 2544 เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไปยกเลิกไว้แล้วนั้น ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาก็ไม่เคยแตะต้อง การที่จะกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ประโยชน์ ก็ขอให้นำหลักฐานมาต่อสู้และอย่ามากล่าวหากัน"นายสุรพงษ์กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการที่กล่าวหาตนเองว่าไม่นำคณะไปต่อสู้คดีนั้น เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้นายฮอนัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศกัมพูชาได้เดินทางไปขึ้นศาลโลกและพูดเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งตนยอมรับว่าฟังไม่รู้เรื่อง แต่หากจะให้ตนไปนั้นก็พร้อมใช้เงินภาษีประชาชนร่วมเดินทางไปนั่งฟังการพิจารณาของศาลโลกเพื่อให้กำลังใจ
จากนั้น นายกษิต ภิรมย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรมว.ต่างประเทศ ใช้สิทธิพาดพิงลุกขึ้นอภิปรายว่า การต่อสู้ของประเทศไทย มอบหมายให้นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็เดินทางไปร่วมคณะ เป็นหลักปฏิบัติตามปกติ ซึ่งเป็นการแสดงออกว่าฝ่ายการเมืองสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเต็มที่ รวมทั้งอาจจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฝ่ายการเมืองด้วย ส่วนเรื่องภาษาฝรั่งเศสไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะจะมีการแปลอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่มอบหมายให้ นายฮอนัมฮง รมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะสู้คดีฝ่ายกัมพูชานั้น สำหรับประเทศไทยเป็นเอกราชไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกัมพูชา
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้สิทธิ์พาดพิงกรณีนายสุรพงษ์ กล่าวว่ารับคดีนี้ที่เป็นมรดกต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้วว่า ว่าขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีจุดเริ่มต้นจากรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่เกิดจากที่กัมพูชานำเรื่องขึ้นศาลโลก รัฐบาลของตนเองพยายามสกัดไม่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเพียงฝ่ายเดียวจนนำไปสู่กัมพูชาสร้างสถานการณ์ใช้กำลัง มีการปะทะบริเวณชายแดน จนเป็นเงื่อนไขนำไปสู่ศาลโลก
อย่างไรก็ตาม กรณีที่นายสุรพงษ์ ระบุว่ามีแต่เจ๊ากับแพ้นั้น เห็นว่าหากศาลวินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่กัมพูชาต้องการก็จะนำไปสู่การเจรจา 2 ฝ่ายในการจัดทำเขตแดน เป็นไปหลักของเอ็มโอยูปี2543 เรื่องปักปันเขตแดน นอกจากนี้ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้ระบุว่าไม่ได้แตะต้องเอ็มโอยูปี 2544 แต่เชื่อว่ารัฐบาลไม่กล้ายืนยันว่า 1 ปีกว่า ที่ผ่านมาไม่มีใครในรัฐบาลพบปะกับกัมพูชาหรือบริษัทน้ำมัน ที่มีการพูดถึงน้ำมันและแก๊ซ







