
หนี้ชนเพดานเลวร้ายกว่า
หลังจากที่สหรัฐสามารถผ่าทางตันปัญหาหน้าผาการคลังได้ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะเลยกำหนดเส้นตายได้แบบฉิวเฉียด เมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้วต่อเนื่องถึงวันขึ้นปีใหม่ในปีนี้ สหรัฐก็ยังมิวายต้องมาเผชิญกับภาวะเพดานหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันมียอดเกินที่รัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดแล้ว
หลังจากที่สหรัฐสามารถผ่าทางตันปัญหาหน้าผาการคลังได้ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะเลยกำหนดเส้นตายได้แบบฉิวเฉียด เมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้วต่อเนื่องถึงวันขึ้นปีใหม่ในปีนี้ สหรัฐก็ยังมิวายต้องมาเผชิญกับภาวะเพดานหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันมียอดเกินที่รัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดแล้ว
จอห์น คาร์นีย์ บรรณาธิการอาวุโส สำนักข่าวซีเอ็นบีซีจากสหรัฐแสดงความเห็นว่า แม้รากฐานของปัญหาดังกล่าวจะเกิดมาจากผลพวงของระบบการเมืองของ 2 พรรคใหญ่ในประเทศที่ยังไม่สามารถหาข้อตกลงในประเด็นด้านภาษีและการตัดลดงบประมาณได้อย่างลงตัว แต่เมื่อมองไปที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ต้องยอมรับว่าปัญหาหนี้ชนเพดานมีแนวโน้มร้ายแรงกว่าปัญหาหน้าผาคลังมาก
ผู้เขียนได้อ้างข้อมูลของ อลัน ไบเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยหพรินซ์ตัน ที่ระบุไว้ในหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ว่า ณ ระดับภาษีและงบประมาณรายจ่าย รวมถึงสวัสดิการภาครัฐในปัจจุบันนั้น ถือว่าประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการสวัสดิการภาครัฐมีจำนวนตัวเลขครอบคลุมที่น้อยกว่ารายจ่าย 74% ของภาครัฐ
ดังนั้น หากเกิดภาวะตัดลดงบประมาณอัตโนมัติ หลังจากเลยกำหนดเส้นตายแก้ปัญหาเพดานหนี้ ก็จะทำให้งบประมาณรายจ่ายในสวัสดิการต่างๆ หายไปถึง 26% ในทันที ซึ่งจำนวนดังกล่าวจะส่งผลให้จีดีพีประเทศหายไปในสัดส่วนมากกว่า 6% ขณะที่ปัญหาหน้าผาคลังจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีให้ลดลง 4.5%
บรรณาธิการอาวุโสซีเอ็นบีซี ระบุว่า จีดีพีที่หายไปมากกว่า 6% จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างร้ายแรง อีกทั้งเมื่อต้องมาเผชิญกับช่วงที่มาตรการสำรองเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจเมื่อถึงเวลาฉุกเฉินที่ไม่สามารถนำออกมาใช้งานได้ เนื่องจากมีปัญหางบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็ยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายมากขึ้น







