posttoday
ปัจจัยที่ประเทศไทยต้องระวังใน 1-2 ปี (จบ)

ปัจจัยที่ประเทศไทยต้องระวังใน 1-2 ปี (จบ)

17 มกราคม 2556

ในการสนทนา ผู้เข้าร่วมได้เตือนว่าไม่ควรชะล่าใจเรื่องฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศ เพราะ...

ในการสนทนา ผู้เข้าร่วมได้เตือนว่าไม่ควรชะล่าใจเรื่องฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศ เพราะ...

1.พอหนี้เริ่มเพิ่มขึ้น มันจะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด

เราคิดว่าสัดส่วนภาระหนี้ต่อจีดีพีที่ 40% อยู่ในระดับที่รับได้ แต่ประเทศอื่นๆ อย่างสเปน หรือไอร์แลนด์ ก็เคยมีภาระหนี้อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 40% เมื่อไม่นานมานี้ แต่เมื่อเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ไอร์แลนด์ซึ่งมีสัดส่วนภาระหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 25% ในปี 2007 กลับมีสัดส่วนหนี้กระโดดขึ้นไปเป็น 106% ภายใน 4 ปี

หนี้ก้อนโต ภาระหนี้ยิ่งเพิ่มเร็ว เฉพาะภาระดอกเบี้ยอย่างเดียวก็คิดเป็น 5 เท่าของรายจ่ายชำระคืนเงินต้นแล้ว แต่ถ้าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 2% จะทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นถึง 60%

2.ยังมีหนี้ที่ซ่อนอยู่

ตัวเลขสัดส่วนภาระหนี้ต่อจีดีพีของไทยที่ระดับ 43.3% (ข้อมูล ณ ปี 2011) นั้น ยังไม่ได้รวมคือหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ส่วนที่รัฐไม่ได้ค้ำประกัน) เช่น กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าว

นอกจากนี้ ยังไม่รวม “ภาระผูกพัน” ในอนาคต เช่น งบสำหรับโครงการรถคันแรกที่ผูกพันจนถึงงบปี 2557 ซึ่งงบก้อนใหญ่ที่สุด คือ งบในปี 2557 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2.4 หมื่นล้านบาท

3.บีบงบลงทุนหมด

ภาระหนี้จะส่งผลให้ไทยมีงบประมาณเหลือเพื่อการจัดสรรน้อยลง จะทำให้รัฐบาลยิ่งต้องทำงบขาดดุลเพิ่มจนเกือบเต็มเพดานการก่อหนี้ตามกฎหมาย ส่งผลให้งบลงทุนถูกจำกัด

ทนง พิทยะ

อดีต รมว.คลังและพาณิชย์

ถ้าถามว่าโอกาสของไทยอยู่ที่ไหน ผมว่าโอกาสมันเยอะมากในแง่ที่ว่าฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทยดีที่สุดในอาเซียน เรื่องของโลจิสติกส์ถึงแม้ว่าจะยังไม่ปรับปรุงเท่าที่ควร แต่มันก็ยังดีที่สุด คือ จากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปยังภาคตะวันออก มันมีความพร้อมที่สุดในแง่ของอุตสาหกรรมการผลิต ตอนนี้เราปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเดียวโดยไม่มีการวางแผน ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเมื่อไร ตลาดมันไม่พอ ไม่มีการประหยัดจากขนาด

ผมคิดว่าโอกาสของไทยยังคงอยู่ที่การท่องเที่ยว รัสเซีย จีน อินเดีย จะกลายเป็นลูกค้าใหญ่ของไทยแน่นอน ตอนนี้รัสเซียเข้ามาท่องเที่ยวในไทยกว่าล้านคนภายใน 2 ปี ส่วนจีนเกินล้านไปแล้ว ในขณะที่ญี่ปุ่นกลับลดลง ที่จะเป็นตลาดใหม่ก็คืออินเดีย ซึ่งมาจัดงานแต่งงานในเมืองไทยเยอะมาก ธุรกิจท่องเที่ยวยังคงไปได้ ประเทศไทยยังมีของดีๆ คนถึงอยากมาท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีโอกาสมากจากการขยายฐานลงทุนของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังผิดหวังกับจีน และญี่ปุ่นกับจีนจะไม่มองหน้ากันอีกช่วงเวลาหนึ่ง จะทำให้ญี่ปุ่นหวังจะพึ่งอาเซียนเป็นหลักในการโยกย้ายฐานการลงทุน เพราะไปอินเดียแล้วยังไม่ค่อยได้ผล ไปจีนก็ไม่ได้ คำถามก็คือประเทศไทยจะสามารถรองรับการขยายฐานของธุรกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีได้หรือไม่ ทั้งนี้เอสเอ็มอีของญี่ปุ่นจะมีขนาดเท่ากับบริษัทขนาดกลาง (Medium Scale) ของเรา บางเอสเอ็มอีใหญ่พอๆ กับบริษัทขนาดใหญ่ของเราที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เลยทีเดียว

ในปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นก็เตรียมโยกย้ายและเริ่มติดต่อเข้ามาเยอะมากๆ โอกาสตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร เจโทรเองก็ออกมาสำรวจตลอดว่าสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการจากประเทศไทยคืออะไร ซึ่งก็หนีไม่พ้น 5 เรื่อง ได้แก่ ระบบศุลกากร ความคล่องตัวของการขนย้ายสินค้า ระบบระเบียบราชการ การทำ Work Permit และสุดท้ายก็คือเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบมาเลเซียหรือสิงคโปร์ สำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ลงทุนกันเป็นแสนแสนล้าน การยกเว้นภาษีไม่เพียงพอหรอก เพราะเค้าต้องการการสนับสนุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และการอบรมพนักงาน เพราะเรื่องพวกนี้จะทำให้เค้าสามารถทำกำไรได้ และเมื่อได้กำไร เค้าไม่แคร์หรอกที่จะเสียภาษี

ตอนนี้ถ้าไปดูมาเลเซีย สิงคโปร์ แล้วจะตกใจ มาเลเซียสร้างบริษัทมหาชนเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของแต่ละจังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและทุกๆ อย่างที่แต่ละจังหวัดทำ แล้วก็ใช้พวกนักวิชาการมาทำโบรชัวร์และโรดโชว์ ผมว่าสิ่งเหล่านี้คนไทยยังไม่พร้อมที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขัน ทั้งที่มีโอกาสเยอะมากที่เราจะทำได้

ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์

อดีตผู้ว่าการ ธปท.

สิ่งที่เราทุกคนรู้กันดีก็คือ พอสถานการณ์เป็นแบบนี้ ทุกคนก็คิดแบบระยะสั้นกันหมด แล้วก็ไม่มีใครคิดในเชิงกลยุทธ์เลย หน่วยงานต่างๆ อย่างเช่น สภาพัฒน์ ตอนนี้ก็ไม่มองถึงแผนยุทธศาสตร์ของประเทศแล้ว รัฐบาลก็ไม่มีแผนที่ชี้ให้เห็นว่าภาพรวมของเศรษฐกิจของไทยในอีก 1 หรือ 2 ปีข้างหน้า ว่าเราควรจะต้องทำอะไร การขาดความชัดเจนจะทำให้คนนำเอาแผนไปปฏิบัติได้ยากมาก และจะกลายเป็นการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไป

สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือ การกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ขอโยงมาถึงเรื่องของคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพอสถานการณ์ความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ก็มีการนำเอาคนที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีความสามารถไปทำงานในจุดต่างๆ ซึ่งสังเกตเห็นได้ในกลุ่มนักการเมือง รัฐวิสาหกิจ และเริ่มขยายมาถึงวงราชการแล้ว พอมีปัญหาเรื่องคนก็จะกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นห่วง คือ ถ้าบ้านเมืองของเรายังคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ Stop แล้วก็ Go วนเวียนกันไปแบบนี้ มันเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป

ยงยุทธ ยุทธวงศ์

อดีต รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สภาพัฒน์ควรเป็นผู้ดำเนินการในการวางแผนนโยบายและกลยุทธ์ แต่ควรจะทำในลักษณะแบบเครือข่ายมากกว่าใช้วิธีสั่งจากบนลงล่าง และควรมีการประสานกับองค์กรต่างๆ ให้มากขึ้น โดยสภาพัฒน์ควรมองภาพใหญ่ เช่น เลิกทำแผนฯ 5 ปี แล้วมาทำแผนอนาคตประเทศไทยระยะ 10 ปีขึ้นไป แบบมองไปข้างหน้า เพื่อให้ได้แผนบ่งชี้ตามสาขา และเน้นเรื่องที่เป็นวาระของชาติ ประมาณไม่เกิน 10 เรื่อง โดยทำร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ และสถาบันอนาคตไทยศึกษาก็ควรจะเป็นส่วนสำคัญในเรื่องนี้

ข้อขัดแย้งจีนญี่ปุ่น...โอกาสไทย

ไทยเป็น Natural Partner ในเอเชียของญี่ปุ่น มีเม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นมาที่ไทยเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนญี่ปุ่นกำลังมีปัญหา ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการดึงการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนโดยตรง (FDI) จากญี่ปุ่น สมมติว่า ญี่ปุ่นย้ายเงินลงทุน FDI จากที่เคยไปลงทุนที่ประเทศจีนเพียง 10% มาที่ประเทศไทย จะทำให้ FDI รวมของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 16%

ชนชั้นกลางที่อาศัยอยู่ในเมืองของเอเชียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเกือบ 2 เท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตามการขยายตัวของตลาดภายในประเทศ และขยายตัวของเมือง ซึ่งชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ มาพร้อมกับการเติบโตของการบริโภคสินค้า Lifestyle ของชนชั้นกลาง เช่น อาหาร รถยนต์ เสื้อผ้า รวมไปถึงการท่องเที่ยว เป็นสินค้าที่ไทยเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียน ทั้งในแง่การผลิตและการส่งออก

“ประเทศไทยวันนี้ก้าวมาถึงจุดที่เป็นข้อต่อของช่วงเวลาที่สำคัญ”

ในด้านหนึ่งโอกาสกำลังมา ทั้งจากพัฒนาการของภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังส่งผลให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากการผงาดของเอเชียและอาเซียน ทั้งจากความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างไทยกับสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งกำลังช่วงชิงการนำในภูมิภาคทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งจากการทวีความสำคัญและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพืชเศรษฐกิจทั้งหลาย โดยเฉพาะอาหารที่ไทยเรามีความสมบูรณ์ เวลาและจังหวะกำลังเข้าข้างไทย แต่ถ้าเราไม่เตรียมพร้อม ไม่เร่งฉกฉวย จังหวะเวลาจะผ่านเลยไป และอาจไม่กลับมาในเร็ววัน

ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาที่สั่งสมมาในอดีต ผนวกกับการไม่เร่งปฏิรูปประเทศ จะส่งผลให้ไทยต้องเผชิญกับปัญหาความเปราะบางของเสถียรภาพและความมั่นคง ทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมืองพร้อมๆ กันไป

ความถดถอยของความสามารถและสมรรถนะของประเทศ การขาดความเอาใจใส่ในประเด็นของทิศทางยุทธศาสตร์อ่อนตัวลงของกลจักรด้านการส่งออกจากเศรษฐกิจโลก ในขณะที่เราไม่มีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าและปมเด่นของการแข่งขัน การไม่เอาจริงกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภค โดยการสร้างหนี้มากกว่าการสร้างงาน สร้างรายได้ที่ถาวร การขาดการปฏิรูปการคลังในขณะที่เราเร่งในด้านการใช้จ่าย การไม่เตรียมพร้อมต่อการเปิดตัวของเออีซีที่เพียงพอ หลายปัจจัยนี้อาจจะเป็นปัจจัยที่บั่นทอนและกัดเซาะเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจหากไม่ระมัดระวัง

ในขณะเดียวกัน ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาความรุนแรงของภาคใต้ ปัญหาการลุกลามของคอร์รัปชันที่เริ่มสร้างความวิตกกังวลกับทุกฝ่าย จะต้องพยายามยุติหรือบรรเทา หาไม่จะนำไปสู่การบั่นทอนความมั่นคงทางการเมืองในอนาคต

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง จะต้องรักษาไว้มิให้ถูกกระทบ เพราะมันเป็นเครื่องบ่งชี้ความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาชาวโลก จังหวะและเวลาเป็นสิ่งสำคัญ โอกาสผ่านมาแล้วก็ไป อยากให้ใช้พลังทั้งมวลของประเทศมุ่งสู่การพัฒนาสมรรถนะของประเทศอย่างเต็มที่และถูกต้อง อย่าใช้เพียงเพื่อหวังผลจากการได้ชัยทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท