
ชินโสะ อาเบะ
นายกรัฐมนตรีหมาดๆ ของญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ กำลังอยู่ระหว่างเยือนไทย ก่อนมาเขาแวะเวียดนาม และหลังจากนี้เขาจะไปอินโดนีเซียต่อ
นายกรัฐมนตรีหมาดๆ ของญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ กำลังอยู่ระหว่างเยือนไทย ก่อนมาเขาแวะเวียดนาม และหลังจากนี้เขาจะไปอินโดนีเซียต่อ
ปลายสัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นก็เพิ่งไปเยือนฟิลิปปินส์กับสิงคโปร์
ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า อาเบะ จะไปเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรก แต่เนื่องจากประธานาธิบดี บารัก โอบามา กำลังยุ่งอยู่กับเรื่องพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 กับเรื่องจัดตั้งรัฐบาล จึงยังไม่สะดวกให้ อาเบะ ไปเยี่ยม ทำให้มีการเปลี่ยนแผนมาเยือนอาเซียนก่อน
แค่นี้ก็ทำให้ประเทศในอาเซียนหน้าบานเป็นทิวแถว ที่เขาให้ความสำคัญกับเรามากขนาดนี้
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำญี่ปุ่นก่อน อาเบะ หลายต่อหลายคน นอกจากจะไม่มาเยือนเราเป็นประเทศแรกๆ แล้ว ยังไม่คิดจะมาเยือนตลอดอายุการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกด้วย โดยคนสุดท้ายที่มาคือ จุนอิชิโร โคอิซูมิ เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว
อะไรทำให้เราสำคัญขึ้นมากะทันหัน เรื่องที่ประกาศว่าจะมาหารือ เช่น รถไฟความเร็วสูง ดาวเทียม หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ก็ไม่น่าจะสำคัญหรือรีบด่วนขนาดนั้น
มีคนบอกว่าอาจเป็นเรื่องกรณีพิพาทกับจีนเรื่องหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียวหยู ที่ทำให้ อาเบะ อยากหาพวก เพราะฟิลิปปินส์กับเวียดนามก็มีหัวอกเดียวกัน คือ ทะเลาะกับจีนเรื่องหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
มีอีกบางคนที่บอกว่าเป็นเรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน อาเบะ โล่งอกที่อาเซียนไม่ออกโรงต่อรองหรือต่อต้านการอ่อนลงอย่างมีนัยสำคัญของเงินเยน จึงรีบมาเยือนเพื่อเป็นการขอบคุณในทางอ้อม รวมทั้งเพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ ไว้ จะได้ไม่ฉุกคิดในภายหลังและหวนกลับมาเป็นอุปสรรคกับนโยบายนี้ของญี่ปุ่น
คนที่เสนอประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเยนอ่อนของ อาเบะ มากที่สุดคืออาเซียน และประเทศในอาเซียนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นประเทศไทย เพราะเรามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่นสูงมาก
ด้านการค้า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของญี่ปุ่น โดยมีการค้าระหว่างกันปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท
ด้านการลงทุน ญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1 ของไทย โดยปีที่ผ่านมามียอดการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด
ด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนกับมาเลเซีย โดยปีที่ผ่านมาเรามีนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นเกือบ 1.5 ล้านคน ส่วนทางด้านเม็ดเงิน ผมไม่แน่ใจว่าญี่ปุ่นครองอันดับ 1 หรือไม่ เพราะการใช้จ่ายต่อหัวน่าจะสูงกว่าทั้งจีนและมาเลเซีย
สหรัฐกับยุโรป แม้จะเป็นตลาดใหญ่กว่าเรา แต่เรื่องค่าเงินมีความสำคัญกับเขาน้อยกว่า เพราะในระยะหลังเขาพุ่งเป้าไปที่จีนมากกว่าญี่ปุ่น ประกอบกับในครั้งนี้ เพื่อไม่ให้สหรัฐกับยุโรปเป็นอุปสรรคขัดขวาง อาเบะ ได้ติดสินบนไว้ล่วงหน้าด้วยการประกาศจัดตั้งกองทุนขนาดใหญ่กว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและยุโรป
การจัดตั้งกองทุนนี้ เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือช่วยให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกและเงินเยนอ่อนลงประการหนึ่ง กับช่วยสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอี ของสหรัฐกับยุโรปอีกประการหนึ่ง
ในอาเซียน แม้จะไม่มีการโวยวาย แต่บางประเทศ เช่น สิงคโปร์กับอินโดนีเซีย ก็เป็นนกรู้ ธนาคารกลางของเขาช่วยดูแลค่าเงินให้อ่อนตามญี่ปุ่นลงเล็กน้อย เพื่อปกป้องความสามารถในการแข่งขันโดยรวม มีเพียงมาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ที่นอกจากธนาคารกลางจะไม่ดูแลแล้ว ยังขานรับ อาเบะ ในทางอ้อม ด้วยการปล่อยให้ค่าเงินแข็งสวนทางกับเงินเยนของญี่ปุ่น
ในกรณีของสหรัฐกับยุโรป อาเบะ ต้องควักกระเป๋าเพื่อซื้อใจ ส่วนเราทำให้เขามากกว่านั้นเสียอีก โดยเขาไม่ต้องมีภาระ นอกจากการเสียเวลามาเยือนไม่กี่วัน
สำหรับ อาเบะ การฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นครั้งนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะการหวังผลไม่ได้จำกัดเฉพาะภายในญี่ปุ่น แต่ยังมีประเด็นการชิงความเป็นผู้นำในเอเชียกับจีนและเกาหลีด้วย
อาเบะ มีข้อจำกัดทางด้านนโยบายการคลัง เพราะในสภาพปัจจุบัน ระดับหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นก็สูงเกิน 2 เท่าของจีดีพีอยู่แล้ว
ด้านนโยบายการเงิน การลดดอกเบี้ยให้ใกล้ศูนย์เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นทำมานานแล้ว แต่ก็ไม่เกิดผล
ในครั้งนี้ อาเบะ จึงฝากความหวังไว้กับนโยบายคิวอี ซึ่งได้ต้นแบบมาจากสหรัฐ โดยอาเบะนำมาต่อยอดด้วยการทำคิวอีข้ามประเทศ เพื่อให้เกิดผลกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
ตัวชี้วัดในเบื้องต้น คือ การอ่อนลงของเงินเยน และการฟื้นตัวของตลาดหุ้น
จากวันที่ อาเบะ ประกาศตัวลงสู้ศึกเลือกตั้งถึงวันนี้เป็นเวลา 3 เดือนเศษ เงินเยนอ่อนค่าลงแล้วเกือบ 15% และตลาดหุ้นโตเกียวทะยานขึ้นแล้วเกือบ 25%
เพื่อเป็นการแสดงให้ทุกฝ่ายเห็นว่าเอาจริง เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน อาเบะ ได้ขอให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับเป้าหมายเงินเฟ้อขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2 ต่อปี กล่าวคือ ตราบใดที่เงินเฟ้อยังต่ำ ธนาคารกลางจะต้องเพิ่มปริมาณการอัดฉีดจนกว่าจะสูงขึ้นถึงเป้า
มาตรการนี้คล้ายๆ กับที่ประธานเฟด เบน เบอร์แนนคี ประกาศจะอัดฉีดจนกว่าอัตราว่างงานในสหรัฐจะลดลงต่ำกว่าร้อยละ 6.5
ผมอยากให้ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยศึกษาแนวคิดและนโยบายของ อาเบะ อย่างละเอียด เผื่อหลายคนจะได้เลิกยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิมๆ เช่น เงินเฟ้อยิ่งต่ำยิ่งดี หรือเศรษฐกิจเป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับธนาคารกลาง เป็นต้น
เห็นแถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินแล้ว ไม่ใคร่สบายใจเลยครับ เพราะมีการอ้างว่านโยบายการเงินตลอดปี 2555 เป็นแบบผ่อนปรน
พิเคราะห์ พิจารณาให้ถ่องแท้ก่อนดีกว่านะครับ ว่าสังคมส่วนใหญ่รู้สึกตรงกันหรือไม่ อย่าให้ใครเขาค่อนขอดได้ว่าเป็นการพูดเอง เออเอง







