
กต.เปิดปมสู้เขมร"ศาลไร้อำนาจ"เผด็จศึกพระวิหาร
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ปล่อยให้เสียงหนุนค้าน รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ต่อคดีชิงพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหารดังกระหึ่มไปทั้งประเทศ ล่าสุด สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ส่งตัวแทนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร เคลียร์ปมข้อสงสัยต่อแนวทางการสู้คดีของทีมทนายความ พร้อมประเมิน 4 แนวทางคำพิพากษาศาลโลก
ดามพ์ บุญธรรม ผู้อำนวยการกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ยืนยันว่า การแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลกในวันที่ 15-19 เม.ย.นี้ ต้องชี้แจงต่อศาลว่า ไม่มีอำนาจในการรับตีความว่าชาติใดเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนที่กัมพูชายื่นคำร้องมา โดยการต่อสู้คดีมี 3 แนวทาง
1.คัดค้านศาลว่าไม่มีอำนาจในการตีความ เพราะแม้ธรรมนูญศาลจะให้อำนาจศาลตีความเรื่องใหม่ในคดีเดิมที่ศาลเคยมีคำพิพากษาไปแล้วโดยไม่มีอายุความ แต่ทางกัมพูชากลับดำเนินการไม่ถูกต้องที่ยื่นให้ศาล “ตีความคดีเดิมในเรื่องใหม่”
อธิบายได้ว่า ศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้วในปี 2505 ให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อน หากฝ่ายใดพบหลักฐานเพิ่มเติมต้องการยื่นให้ตีความคำพิพากษานี้อีกครั้งย่อมทำได้ ไม่มีอายุความ แต่การมายื่นให้ตีความพื้นที่ทับซ้อนซึ่งเป็นคนละกรณีกับตัวปราสาทกระทำไม่ได้ เพราะเปรียบเสมือนกัมพูชาซ่อนอุทธรณ์เรื่องเขตแดนในการยื่นตีความต่อศาล ซึ่งธรรมนูญศาลไม่ได้ให้อำนาจในการอุทธรณ์คดีที่มีคำพิพากษาสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ปี 2505
2.ชี้แจงต่อศาลว่าหลังจากมีคำพิพากษาในปี 2505 ไม่ได้เกิดข้อพิพาทใดในเรื่องของการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทย ได้อนุมัติให้มีการล้อมรั้วบนพื้นที่ทับซ้อน และกัมพูชาไม่ได้มีการโต้แย้งใดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เหมือนเป็นการยอมรับสิทธิอำนาจอธิปไตยของไทย
3.ชี้แจงต่อศาลว่าทางกัมพูชาได้ยื่นตีความผิดกระบวนการ เพราะเป็นลักษณะการอุทธรณ์เรื่องเขตแดนที่ซ่อนรูปในการตีความ ทั้งนี้ข้อ 1 และ 3 อาจคล้ายเคียงกัน แต่ต่างประเด็นที่ข้อ 1 ชี้ว่าศาลไม่มีอำนาจ แต่ข้อ 3 ชี้ว่ากัมพูชายื่นตีความไม่ถูกต้อง
วรเดช วีระเวคิน อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เปิดเผยว่า จากแนวทางต่อสู้ข้างต้น กต.ได้ประเมินคำพิพากษาของศาลไว้ 4 แนวทาง คือ 1.ศาลยกฟ้อง เพราะเห็นว่าศาลเองไม่มีอำนาจในการตีความ ส่งผลให้ไทยได้สิทธิตามสถานะเดิม หลังคำพิพากษาในปี 2505 2.ศาลตีความว่าศาลเองมีอำนาจตีความและพิพากษาให้ไทยมีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อน พิจารณาจากท่าทีของกัมพูชาที่ไม่คัดค้านการล้อมรั้วตามมติ ครม.ของไทยเมื่อปี 2505
วรเดช บอกอีกว่า 3.ศาลพิพากษาให้อำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่เป็นของกัมพูชา โดยยึดแผนที่ 1:200,000 ที่ทางกัมพูชาใช้กล่าวอ้าง และ 4.คำพิพากษาของศาลออกมาในแนวทางเป็นกลาง ไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากมีคณะตุลาการร่วมวินิจฉัยทั้งสิ้นรวม 17 คน โดยศาลอาจออกมาตรการบังคับอื่นแทน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นแนวทางใด
2 ตัวแทนจาก กต. ยังย้ำกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ไม่อาจก้าวล่วงไปยังคำพิพากษาของศาลได้ แต่หากศาลมีคำพิพากษาว่ายกคำฟ้องจะเป็นผลดีต่อไทย และไม่กระทบต่อกัมพูชามากนัก อีกทั้งยังตรงตามเจตนารมณ์ของไทยที่ตั้งใจชี้แจงว่าศาลไม่มีอำนาจตีความ ส่วนกรณีขั้วการเมืองบางกลุ่มเรียกร้องไม่ให้รับอำนาจศาล หรือไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลนั้น ยืนยันว่าทำไม่ได้ เพราะกัมพูชาได้ยื่นตีความในคดีเดิมที่เคยพิพากษาเมื่อปี 2505 ซึ่งถือว่าไทยได้รับอำนาจศาลโลกแล้ว แนวทางการต่อสู้คดีจึงไม่ใช่การ “ไม่รับอำนาจศาล” แต่เป็นการคัดค้านว่า “ศาลไม่มีอำนาจ” ในการตีความ
“และขอยืนยันว่าเราจะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดใน 4 แนวทางข้างต้น เพราะหากไม่ปฏิบัติตามอาจขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาตรา 94 ได้” ผู้อำนวยการกองเขตแดน ย้ำชัด
ทั้งนี้ ข้อ 94 ตามกฎบัตร ระบุว่า 1.สมาชิกแต่ละประเทศของสหประชาชาติ รับที่จะอนุวัตตามคำวินิจฉัยของศาลโลกในคดีใดๆ ที่ตนตกเป็นฝ่ายหนึ่ง 2.ถ้าผู้เป็นฝ่ายในคดีฝ่ายใดไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันซึ่งตกอยู่แก่ตนตามคำพิพากษาของศาล ผู้เป็นฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งถ้าเห็นจำเป็นก็อาจทำคำแนะนำหรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดำเนินเพื่อให้เกิดผลตามคำพิพากษานั้น
ดามพ์ ทิ้งท้ายว่า เนื้อหาตามกฎบัตรย่อมผูกพันต่อไทยในฐานะหนึ่งในสมาชิกยูเอ็น ไม่เช่นนั้นหากมีผู้ร้องไปยังคณะมนตรีความมั่นคง และอาจส่งผลให้มีการออกมาตรการทางเศรษฐกิจกดดันไทย ซึ่งจะส่งผลเสียทั้งด้านเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้นยืนยันว่าไม่ว่าศาลจะมีคำพิพากษาออกมาแนวทางใด ไทยจะต้องนำข้อสรุปเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อออกมาตรการในพื้นที่ทับซ้อนตามคำพิพากษานั้น







