posttoday
"ลงทุนน้ำ" เงื่อนไขเปลี่ยน งบลงทุน "ต้องเปลี่ยน"

"ลงทุนน้ำ" เงื่อนไขเปลี่ยน งบลงทุน "ต้องเปลี่ยน"

17 มกราคม 2556

จวบจนกระทั่งบัดนี้ การเบิกจ่ายเงินกู้จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ

โดย...จตุพล สันตะกิจ

จวบจนกระทั่งบัดนี้ การเบิกจ่ายเงินกู้จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ยังคงเชื่องช้าคลานเป็นเต่า

เพราะ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ที่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 2555 กลับมีการเบิกจ่ายเม็ดเงินจริงๆ ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท

แม้แต่การสร้างเขื่อนนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งที่ถูกน้ำท่วม รัฐบาลจัดสรรเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ อุดหนุนเงินให้เปล่าในการสร้างเขื่อนรอบนิคมฯ ในสัดส่วน 2 ใน 3 ให้ 3,236 ล้านบาท แต่จนแล้วจนรอดเงินก็ยังไม่ออก

เพราะมี “ใครบางคน” สั่งกักการเบิกจ่ายเงินเอาไว้

“ผมให้เงินเขาไปแล้ว แต่ผู้ที่รับเงินไปจัดสรรเขาระมัดระวังในการจ่ายเงิน เมื่อคนจะนำเงินไปจ่ายต่อเกิดลังเลผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร” ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ให้เหตุผลกรณีการเบิกจ่ายเงินสร้างเขื่อนรอบนิคมฯ ที่ล่าช้า

ปรากฏการณ์เหล่านี้ถือว่า แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับเมื่อครั้งหลังเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไปใหม่ๆ หรือ ม.ค.ปีที่แล้ว

ตอนนั้นรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขมีขมันเร่งรัดทำคลอดกฎหมายกู้เงินลงทุนระบบน้ำ แม้มีการตั้งข้อสังเกตว่าการตรา พ.ร.ก.กู้เงินลงทุนระบบน้ำเป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลหยิบจับเงินลงทุนก้อนโตโดยไม่ถูกตรวจสอบจากสภา

ถึงขนาดที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังต้อง “วิ่งขึ้นล่อง” ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก.กู้เงินลงทุนระบบน้ำ “มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง” โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและประชาชนในประเทศ

“การลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคด้านน้ำที่จำเป็น 3.5 แสนล้านบาท มีข้อจำกัดไม่สามารถใช้เงินงบประมาณปกติได้ หากรอออกเป็น พ.ร.บ.จะทำให้ล่าช้า และเกิดความเสี่ยงที่ฤดูฝนที่ใกล้จะมาถึง รัฐบาลจึงออกเป็น พ.ร.ก.เพื่อกู้เงินมาใช้จ่ายป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้าและเสริมสร้างความเชื่อมั่น” กิตติรัตน์ แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2555

แต่แล้วเหตุการณ์กลับตาลปัตร...หน้ามือเป็นหลังเท้า

เมื่อแผนงานลงทุนระบบน้ำ 8 แผนงาน และโครงการลงทุนระบบน้ำ ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้คัดกรองโครงการที่ส่วนราชการต่างๆ เสนอกรอบวงเงินมาสูงถึง 1 ล้านล้านบาทจนเหลือ 3 แสนล้านบาท เปลี่ยนไปอยู่ในมือปลอดประสพ ที่ได้อำนาจเต็มจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ดูแลโครงการน้ำเบ็ดเสร็จ

ส่งผลให้การลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท ที่คนวงใน กยน.บอกว่าเป็นโครงการ “จับยัด” และมีการจัดสรรปันส่วนโครงการให้กับผู้รับเหมากลุ่มต่างๆ เรียบร้อยแล้ว มีอันต้องล้มพับไป

ในขณะที่ปลอดประสพจัดระเบียบการจัดสรรเงินลงทุนน้ำใหม่ภายใต้ กบอ.มีสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) เป็นหน่วยสนับสนุน

ปลอดประสพเล่นบทเฮี้ยบสั่งรื้อโครงการลงทุนน้ำใหม่แบบ “ยกแผง”

พร้อมเปิดทางให้บริษัทเอกชนทั้งบริษัทออกแบบ ที่ปรึกษา และบริษัทก่อสร้างทั้งในและต่างประเทศรวมกลุ่มกัน เสนอกรอบแนวคิดการลงทุนระบบน้ำ หรือ Conceptual Plan ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการคัดเลือกกลุ่มบริษัทที่จะมารับงานลงทุนระบบน้ำ และจะได้กลุ่มนักลงทุน 16 เม.ย. 2556

ตรงนี้ก็มองได้เช่นกันว่า องคาพยพกลไกบริหารจัดการลงทุนระบบน้ำอยู่ในลักษณะ “คอขวด”

แต่ทว่า เงื่อนเวลาที่เปลี่ยนไป ทำให้เงื่อนไขการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำเปลี่ยนไปเช่นกัน

เพราะเดิมการลงทุนภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินลงทุนระบบน้ำเน้นการลงทุนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมเป็นหลัก แต่สภาวะโลกร้อนที่ทำให้ภูมิอากาศทั่วโลกวิปริต น้ำท่วมฝนแล้ง เกิดถี่ห่างกันในช่วงเวลาไม่กี่เดือน แต่ก็อย่าชะล่าใจไปว่าน้ำท่วมใหญ่เช่นปลายปี 2554 จะไม่เกิดขึ้นอีก

“แผนแม่บทที่ กยน.คิดไว้ และคณะทำงานของ กบอ.นำไปใช้เป็นกรอบ เป็นแผนที่เน้นการป้องกันอุทกภัยเป็นหลัก แต่เวลานี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปภัยแล้งกลายเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้น จึงต้องปรับแนวคิดและการลงทุนในแต่ละลุ่มน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์” กิจจา ผลภาษี กรรมการ กยน.และประธานอนุกรรมการวางแผนลงทุนระบบน้ำระยะยาว ระบุ

กิจจา ยกตัวอย่างว่า การกักเก็บน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่บางช่วงเวลากำหนดให้กักเก็บน้ำไม่เกิน 40% ของความจุนั้น ต้องสอดคล้องกับปริมาณน้ำ โดยเฉพาะก่อนจะลงทุนระบบจัดการน้ำ ต้องมีข้อมูลน้ำตั้งแต่ต้นทางน้ำถึงปลายน้ำ เช่น สถิติฝนตก ปริมาณน้ำในแม่น้ำ ตรงไหนมีน้ำมาก ตรงไหนมีน้ำน้อย

นอกจากนี้กิจจาเสนอว่า การสร้างระบบบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเพื่อบริหารจัดการน้ำท่วมน้ำแล้งต้องมองระยะยาว เช่น การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำตอนบนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการบริหารจัดการน้ำยามน้ำมาก และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง

เช่นเดียวกับการก่อสร้างทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ 2 ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลาง ที่กิจจาเห็นว่าเป็นโครงการที่แม้ใช้เงินลงทุนสูง แต่ก็มีความจำเป็น เพราะเป็นหัวใจในการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ

แต่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการลงทุนให้เหมาะสมมากขึ้น

“กรณีการจัดหาพื้นที่ทำแก้มลิงพื้นที่2 ล้านไร่ ผมเห็นว่ายังมีความจำเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาวะน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง เพราะเมื่อยามน้ำท่วมเราสามารถให้แก้มลิงพักน้ำได้ และในยามน้ำแล้งก็นำน้ำจากแก้มลิงมาใช้ได้” กิจจา ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านบริหารจัดการน้ำในไทยมากว่า 50 ปี ระบุ

ข้อคิดเห็นของกิจจาสอดคล้องกับ สมบัติ อยู่เมือง กรรมการ กยน.และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภูมิสารสนเทศเพื่อประเทศไทย ที่บอกว่าก่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำหรือลงทุนด้านงานวิศวกรรม สิ่งที่ผู้ออกแบบต้องคิดก่อน คือทำอย่างไรจึงจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ไม่ใช่การก่อสร้าง หรือ NonStructure

เพราะการจัดการน้ำไม่ใช่การต่อสู้กับน้ำ แต่คือการปรับตัวให้อยู่กับน้ำได้

สมบัติย้ำคอนเซปต์การจัดการน้ำในระบบสากลว่า เขาเน้นจัดการ NonStructure เป็นหลัก ส่วนที่เหลือจึงเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ “เก็บน้ำ ผันน้ำ และพักน้ำ”

“ถ้าเราจะใช้เงิน 3 แสนล้านบาทลงทุนระบบน้ำให้หมด ผมว่าทำไม่ยากเลย แต่ก็น่าสงสารประเทศหากใช้เงินจำนวนมาก แต่ไม่คุ้มค่าและไม่ยั่งยืน เช่น การสร้างเขื่อน ฟลัดเวย์ คันกั้นน้ำ นั้นทำไม่ยากเลย แต่ทำอย่างไรที่สร้างแล้วไม่ต้องรื้อกันภายหลัง” สมบัติ กล่าว

สมบัติ เสนอแนะว่า การลงทุนระบบน้ำ เช่น การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ๆ ในสถานการณ์ที่ธรรมชาติที่เป็นแบบนี้อาจมีความจำเป็นน้อยลง ซึ่งแทนที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำ ควรเปลี่ยนเป็นการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กกระจายในแม่น้ำสาขาต่างๆ ซึ่งวิธีการนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการปัญหาน้ำขาดและน้ำเกิน

ข้อคิดเห็นเหล่านี้เท่ากับตอกย้ำชัดเจนว่า การที่ผู้รับเหมาที่ออกแบบโครงการลงทุนระบบน้ำต้องคิดโครงการลงทุนให้รอบด้าน การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำอย่างสูงสุด ภายใต้เงินกู้ก้อนโต 3.5 แสนล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง