
ทรราชเสียงข้างมาก
นักปราชญ์ตะวันตกด้านรัฐศาสตร์พยายามคิดหารูปแบบการปกครองที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดที่ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข เคารพซึ่งกันและกัน ทำอย่างไรที่ผู้ปกครองจะไม่เผลอตัวใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้ถูกปกครอง หรือทำอะไรตามอำเภอใจตัวเอง จนกลายเป็น “เผด็จการ” หรือ “ทรราช” นักคิดเหล่านั้นไม่ต้องการให้ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดแต่ผู้เดียว เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์ ใครมีอำนาจก็มีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิด ยิ่งมีอำนาจมากก็มีโอกาสที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิดมากขึ้น จึงต้องมีการคานอำนาจกันไว้บ้าง และให้มีคนคอยตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ปกครอง อำนาจอธิปไตยต้องไม่ตกอยู่ในมือของผู้ปกครองแต่ผู้เดียว จึงมีการแบ่งออกเป็นนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ที่ไม่ขึ้นต่อกันและคอยคานอำนาจซึ่งกันและกัน
นักปราชญ์ตะวันตกด้านรัฐศาสตร์พยายามคิดหารูปแบบการปกครองที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดที่ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข เคารพซึ่งกันและกัน ทำอย่างไรที่ผู้ปกครองจะไม่เผลอตัวใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้ถูกปกครอง หรือทำอะไรตามอำเภอใจตัวเอง จนกลายเป็น “เผด็จการ” หรือ “ทรราช” นักคิดเหล่านั้นไม่ต้องการให้ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดแต่ผู้เดียว เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์ ใครมีอำนาจก็มีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิด ยิ่งมีอำนาจมากก็มีโอกาสที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิดมากขึ้น จึงต้องมีการคานอำนาจกันไว้บ้าง และให้มีคนคอยตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ปกครอง อำนาจอธิปไตยต้องไม่ตกอยู่ในมือของผู้ปกครองแต่ผู้เดียว จึงมีการแบ่งออกเป็นนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ที่ไม่ขึ้นต่อกันและคอยคานอำนาจซึ่งกันและกัน
การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยรัฐสภานั้น พรรคใด หรือหลายพรรครวมกันได้เสียงข้างมากในสภาก็เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลจึงมีเสียงข้างมากในสภา ทำให้หลักการแบ่งแยกอำนาจและโครงสร้างดุลอำนาจเปลี่ยนไป ดังนั้น เพื่อสร้างหลักประกันไม่ให้รัฐบาลจับมือกับสภาใช้อำนาจในทางที่ผิดโดยที่ฝ่ายค้านก็ยากที่จะคาน จึงมีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบเพื่อคอยคานอำนาจของรัฐบาล อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด ป.ป.ช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง โดยการสร้างการเมืองภาคประชาสังคมให้มีความเข้มแข็งขึ้น เพื่อการตรวจสอบและคานอำนาจฝ่ายบริหาร
คนไทยไม่ได้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่คัดค้านสาระที่จะแก้ไขมากกว่า เพราะประเด็นที่พรรคจะแก้ไขนั้นขัดทั้งหลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐที่ถือเอากฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดในการปกครองประเทศ หลักการแบ่งแยกอำนาจและคานอำนาจ พยายามแทรกแซงฝ่ายตุลาการ โดยระบุว่าการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายตุลาการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งจะทำให้สามารถคุมองค์กรที่เป็นกระบวนการยุติธรรมทั้งขั้นต้น คือ ตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขั้นกลาง คือ อัยการ และแทรกแซงฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะศาลยุติธรรมอีก รวมทั้งยกเลิกองค์กรอิสระ หรือปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าสู่อำนาจขององค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบที่ตนเองสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด ป.ป.ช. เป็นต้น ซึ่งเป็นการย่างก้าวเข้าสู่ระบอบเผด็จการหรือทรราชภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตยที่ใช้เงินซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า และใช้อำนาจคุกคามคนที่ไม่เห็นด้วย
คนที่ออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยนั้น พวกเขาค้านเพราะไม่ต้องการให้หลักการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐถูกคุกคามที่จะนำประเทศไปสู่ความเป็นเผด็จการประชาธิปไตยหรือทรราชประชาธิปไตย แม้กลุ่มที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะออกมายืนยันว่าไม่แตะต้องหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะรู้ดีว่าประชาชนทั่วประเทศจะออกมาคัดค้านอย่างสุดตัว แต่คงพยายามจะลิดกิ่งก้านออกทีละนิด ประชาชนที่ “รู้ทัน” จึงออกมาค้าน แต่ถ้าเผลอเมื่อไร “มันเอาแน่”
เช่นเดียวกับคนที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาลและช่อง 3 ที่ยุติการออกอากาศละครเรื่อง “เหนือเมฆ 2” อย่างกะทันหัน แม้ช่อง 3 จะออกมาอ้างความรับผิดชอบโดยตรง แต่ไม่มีใครเชื่อว่าคนในรัฐบาลไม่มีส่วนรู้เห็น พวกเขาออกมาค้านบนหลักการที่รัฐ “ละเมิดเสรีภาพของสื่อในการแสดงความคิดเห็น” ซึ่งในกรณีนี้เป็นรูปของละคร และเป็นการ “ละเมิดสิทธิในการรับรู้ของประชาชน” การละเมิดดังกล่าวถือว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนรับไม่ได้ อีกประการหนึ่ง ละครเรื่องนี้ได้เน้นในเรื่องการทำความดี ละเว้นความชั่ว แต่รัฐกลับรับไม่ได้กับความดี ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และคนชั่วที่ถูกธรรมชาติลงโทษในที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการคัดค้านการระงับการออกอากาศของละครเรื่องเหนือเมฆ 2 คนค้าน ไม่ได้ออกมาค้านแบบมั่วๆ แต่ค้านเพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการของระบอบประชาธิปไตย และป้องปรามไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจในทางที่ผิดจนกลายเป็นเผด็จการหรือทรราช
ได้มีการประดิษฐ์วาทกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยในไทยขณะนี้ อาทิ “ธนาธิปไตย” หรือ ธนบัตร+ประชาธิปไตย ที่ใช้เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง “ทรชนาธิปไตย” หรือทรชน+ประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยที่ปกครองโดยทรชน แต่คงยังไม่ถึงระดับที่จะเป็น “โจราธิปไตย” หรือประชาธิปไตยที่ปกครองโดยโจร อย่างไรก็ดี ปราชญ์ด้านรัฐศาสตร์บางท่านให้ความเห็นว่า ระบอบการปกครองของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน น่าจะเรียกว่า “ทรราชแห่งเสียงข้างมาก” (Tyranny of the Majority) หรือ “อภิเสียงข้างมาก” (Supermajority) ซึ่งเหมาะที่สุด นักคิดที่ดังที่สุดที่ใช้คำนี้จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เป็นชาวฝรั่งเศส ชื่อ Alexis de Tocqueville ค.ศ. 1835 ที่ไปศึกษาระบอบประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ต่อมา John Stuart Mill ได้นำไปอ้างถึงในหนังสือของเขาชื่อ On Liberty
ที่ว่า ระบอบประชาธิปไตยเมืองไทยในปัจจุบันน่าจะใกล้เคียงกับระบบ “ทรราชเสียงข้างมาก” มากที่สุด เพราะฝ่ายบริหารมักอ้างเสียงข้างมากที่ได้รับเลือกจากประชาชน ไปทำอะไรตามอำเภอใจตัวเอง ซึ่งหลายอย่างสวนทางกับความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลพยายามอ้าง “ความถูกกฎหมาย” (Legality) แต่การยอมรับจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญกว่า รัฐบาลต้องมี “ความชอบธรรม” (Legitimacy) ด้วย จึงจะอยู่ในอำนาจได้นาน และไม่ถูกประชาชนประณามว่าเป็น “ทรราช”







