
บิ๊กธนาคมพบดีเอสไอปมบีทีเอส
ผู้บริหารกรุงเทพธนาคมเข้าพบดีเอสไอรับทราบข้อกล่าวหาปมบีทีเอส ธาริตเผยพบข้อเท็จจริงเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
ผู้บริหารกรุงเทพธนาคมเข้าพบดีเอสไอรับทราบข้อกล่าวหาปมบีทีเอส ธาริตเผยพบข้อเท็จจริงเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
นายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ประธานกรรมการ บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด และนายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ที่ปรึกษาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาฐานร่วมกันประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคโดยไม่ได้รับอนุญาต จากกรณีการต่อสัญญาให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้า BTS เป็นเวลา 30 ปี ในวงเงิน 190,000 ล้านบาท โดยคาดว่าการสอบสวนน่าจะใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงจึงจะแล้วเสร็จ
นายอมร ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า ได้จัดทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวน พร้อมนำเอกสารหลักฐานอื่นมาประกอบคำให้การ ซึ่งรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้
ทั้งนี้ ในส่วนของประธานกรรมการบริหาร บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และกรรมการและผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 21 มกราคม นี้ เวลา 09.00 น.
ด้าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดโดยมีเอกสารยื่นพร้อมคำให้การ ด้วยบางคำถามที่ยังไม่พร้อมที่จะตอบ ก็จะทำคำให้การมายื่นเพิ่มเติมภายใน 15วัน ซึ่ง จากการขยายผลการสอบสวนคดีนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพนักงานอัยการ ได้พบข้อเท็จจริงใหม่เพิ่มเติมอีกว่า นอกจากที่ได้สอบสวนมาแล้วนั้น กรุงเทพมหานครและผู้เกี่ยวข้องยังได้ทำสัญญาจ้างบริหาร และจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.2552 ที่สายสีลม (ระยะทาง 2.2 กิโลเมตร) ในส่วนต่อขยายตั้งแต่สะพานตากสินถึงถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ในสมัยที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงนามในขณะนั้น กำหนด 3 ปี และในปี พ.ศ.2554 และส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (ระยะทาง 5.25 กิโลเมตร) ตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 85ถึง ซอยสุขุมวิท 107กำหนด 1 ปี ซึ่งสัญญาทั้งสองสิ้นอายุแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2555 จึงได้มาทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ 2 และ 3 พฤษภาคม 2555 ต่อไปอีก 30 ปีดังกล่าว ในสมัยที่ ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น
กรณีการจัดทำสัญญาจ้างบริหารหรือเดินรถและซ่อมบำรุงฯ ในปี พ.ศ. 2552 กับ ปี พ.ศ. 2554 อาจเข้าข่ายความผิดฐานเดียวกันอีก 2กรรม หรือ 2 กระทง คือ ฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะรวบรวมหลักฐานเพิ่ม หากเข้าข่ายความผิดก็จะดำเนินคดีและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องอีกต่อไป แต่จะรวมเป็นคดีเดียวกันกับคดีนี้







