
กรณีตัวอย่างที่เห็นว่าน่าจะนำมาเตือนกันไว้
วันหนึ่งที่ผู้เขียนเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้ามีชื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะที่จริงห้างก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องด้วย และก็ไม่ใช่ความเสื่อมเสียชื่อเสียงของห้าง แต่เป็นเรื่องของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นที่จะต้องปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ และทำอย่างไรจะให้คนไทยตื่นตัวในเรื่องนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนไทยทั่วๆ ไป ไม่ใช่เฉพาะบางกลุ่มบางพวกอย่างกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยา หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ฯลฯ
วันหนึ่งที่ผู้เขียนเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้ามีชื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะที่จริงห้างก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องด้วย และก็ไม่ใช่ความเสื่อมเสียชื่อเสียงของห้าง แต่เป็นเรื่องของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นที่จะต้องปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ และทำอย่างไรจะให้คนไทยตื่นตัวในเรื่องนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนไทยทั่วๆ ไป ไม่ใช่เฉพาะบางกลุ่มบางพวกอย่างกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยา หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ฯลฯ
เนื่องจากคนไทยในปัจจุบัน มีความสามารถสูงในเรื่องของการออกแบบสิ่งที่เกี่ยวกับแฟชั่น ความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผู้เขียนเห็นเสื้อผ้ายี่ห้อดังๆ ของคนไทยตัวละกว่าหมื่น ไม่ว่า (ขออนุญาตเอ่ยชื่อหน่อย ถึงแม้จะไม่ได้ค่าโฆษณาก็ตาม) จะเป็น Disya, Closet, Poem ฯลฯ สาวๆ วัยทำงานซื้อใส่กันเต็มไปหมด ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าวัยรุ่นเขาใส่ยี่ห้อเหล่านี้กันหรือเปล่า ถ้าใส่ผู้ปกครองเองก็คงจะหนักใจกันมากทีเดียว ยังคิดอยู่เลยว่าตัดเย็บอยู่ในเมืองไทย ทำไมไม่ทำให้ราคาย่อมเยาหน่อย คนทั่วๆ ไปจะได้ใช้กันมากขึ้น ส่งออกก็ได้ ยี่ห้อของคนไทยจะได้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เหมือนยี่ห้อเสื้อผ้าของสเปนอย่าง Zara ที่ไม่ได้แพงมาก แต่ก็ไม่ได้ถูกจนเกินไป ตัดเย็บเรียบร้อย แบบสวย คนก็นิยม ขายไปได้ทั่วโลก ทั้งในยุโรป แม้แต่ในสวิตเซอร์แลนด์ที่ผู้คนใช้ของมาตรฐานสูง หรือยี่ห้อที่ราคาย่อมเยาลงมาอีกก็ H&M ที่ตอนนี้มาเปิดเมืองไทยแล้ว และน่าจะทำให้แพลทินัมสะเทือน เพราะบางตัวที่ผู้เขียนไปเห็นมาราคาไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่ขายอยู่ที่แพลทินัม แถมคนเดินกันแน่นร้านไปหมดอย่างกับของฟรี แต่มาคิดดูอีกทีก็คงเป็นนโยบายของเจ้าของยี่ห้อ หรือเครื่องหมายการค้านั้นๆ ที่ต้องการจะจับตลาดบน หรือเขาอาจเป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถผลิตในปริมาณมากจนเกิดการประหยัดต่อขนาดได้ ก็เลยต้องขายราคาแพง
เขียนมาเสียยืดยาวแต่ประเด็นที่ไปเห็นมาก็คือเรื่องของรองเท้า ออกแบบสวยงาม ทั้งสีสันแล้วยังสูงปรี๊ดเข้ากับสมัยนิยม ผู้เขียนกำลังเดินชื่นชมอยู่ ก็เห็นคนจีน 23 คน คนหนึ่งเดินสะพายกล้อง ที่ติดเลนส์ซูม และกล้องเล็ก มายืนดูพินิจพิจารณาเล็งซ้าย เล็งขาว คุยกัน แล้วก็ถ่ายรูปเอา ถ่ายรูปเอา ที่ทราบว่าเป็นคนจีนเพราะว่าเขาคุย แล้วจะโดยสัญชาตญาณ หรือโดยประสบการณ์ที่เคยรับฟังคำร้องเรียนจากผู้ประกอบการไทยหลายๆ รายว่า ถูกถ่ายรูปบ้าง นำโบรชัวร์ไปบ้าง เพื่อนำไปลอกเลียนแบบ ทำให้ผู้เขียนอยากจะเข้าไปห้ามไม่ให้เขาถ่ายรูป แต่ก็คิดว่าไม่สมควร ก็เลยมองคนขายที่มีอยู่คนเดียวตรงนั้น แถมท่าทางทันสมัยสูงปรี๊ด พยายามจะสบตาเขาเพื่อบอกให้เขาไปห้าม แต่เขาก็ไม่สนใจจะหันมาสบตา หรือให้ความสนใจ คงคิดว่ายายแก่ที่ใส่รองเท้าแบนแต๊ดแต๋คนนี้ อย่างไรเสียก็ไม่ซื้อรองเท้าเขาแน่ หลังจากหมุนไปหมุนมาอยู่อึดใจ ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี จะเดินเข้าไปเรียกคนขายแล้วอธิบายให้ฟังก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจไหม ก็เลยตัดสินใจเดินออกมา คิดเสียว่าไม่ใช่ยี่ห้อของคนไทย เขาคงมีบริษัททนายที่เป็นตัวแทนอยู่ในจีน อีก 12 สัปดาห์รองเท้าแบบที่เห็นนี้ก็คงมีขายวางหราอยู่ที่นั่นในราคาที่ถูกดีทีเดียว นี่ถ้าเป็นเสื้อผ้าที่เป็นยี่ห้อของคนไทยก็คงต้องตัดใจเหมือนกัน แต่ตัดใจเดินเข้าไปอธิบายกับคนขายให้เขาไปกันๆ ไม่ให้ถ่ายรูป แต่เมื่อไม่ใช่ของคนไทยถึงแม้ต้องการจะเตือนเหมือนกัน แต่เมื่อเขาไม่สนใจก็ต้องตัดใจ และคิดว่ามาเขียนเตือนกันในคอลัมน์ดีกว่า เจ้าของห้างคงห้ามลูกค้าที่เดินเข้ามาในห้างไม่ให้เอากล้องถ่ายรูปเข้ามาด้วยไม่ได้ แต่อย่างน้อยเจ้าของยี่ห้อก็ควรมีชั่วโมงอบรมพนักงานขายให้คอยมองๆ กันๆ เรื่องการถ่ายรูปไว้ เพราะเมื่อเขาถ่ายไปแล้วนำไปผลิต ทำซ้ำ (copy) แล้วจะไปตามจับตามฟ้องข้ามประเทศนั้นเป็นเรื่องยาก คนไทยที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็ก สายป่านสั้นอยู่แล้ว จะไปตั้งตัวแทนในประเทศอื่นคอยตามจับก็คงสู้ไม่ไหว นี่พูดถึงแต่เรื่องของลิขสิทธิ์ ที่ไม่ต้องไปจดทะเบียนเพียงแต่มีการสร้างสรรค์และนำออกแสดงหรือโฆษณาก็เป็นเจ้าของแล้ว ห้ามผู้อื่นนำไปทำซ้ำ ดัดแปลง
ยิ่งถ้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีเครื่องหมายการค้ากับสิทธิบัตรออกแบบ ก็ยิ่งยุ่งกันไปใหญ่ เพราะจดที่ไหนคุ้มครองที่นั่น เจ้าของยี่ห้อหรือเครื่องหมายการค้าคิดว่าจะขายแต่ตลาดประเทศไทย ก็เลยไม่ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศอื่นจดแต่ในประเทศไทย แต่เขามาถ่ายรูปไปผลิตในประเทศอื่นก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยเขาไป ยิ่งถ้าเขาไม่ได้ใช้ยี่ห้อหรือเครื่องหมายการค้าของเรา เอาไปแต่รูปแบบสีสันไปผลิตแล้วใช้ยี่ห้อของเขาก็ยิ่งลำบากเข้าไปอีก
การออกแบบนั้น สามารถจดสิทธิบัตรออกแบบได้ แต่ในทางปฏิบัติการยื่นขอจดจะต้องใช้เวลาเป็นปี แม้จะไม่ใช้เวลานานเหมือนการจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่ด้วยปริมาณผู้ตรวจสอบที่มีจำกัด ฐานข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงคุณภาพของผู้ตรวจสอบด้วย ทำให้มีผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตรออกแบบที่เกี่ยวกับแฟชั่นมีน้อยมากเพราะไม่ทันการ กว่าจะจดได้มาแฟชั่นก็ผ่านไปแล้ว กฎหมายบางประเทศจึงกำหนดให้จดโดยเร็ว แต่มีอายุการคุ้มครองเพียง 2 ปี ฟ้องกันไปก็ไม่คุ้มแฟชั่นก็ผ่านไปแล้ว แต่กฎหมายไทยมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ประเทศส่วนใหญ่ให้การคุ้มครอง
การที่กฎหมายมีช่องโหว่หรือคุ้มครองไม่ได้เต็มที่ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กของไทยเองก็สายป่านสั้น จึงต้องดูเหตุการณ์เรื่องร้องเท้านี้เป็นตัวอย่าง และต้องตื่นตัว คอยสอดส่อง ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองให้ดี อย่าให้เกิดขึ้นแล้วมาร้องราชการทีหลัง ซึ่งการแก้ปัญหาจะทำได้ยากมาก







