
วุฒิสภาหักดิบ "เสื้อแดง" กระตุกรัฐบาลอย่าเหิม
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับว่าเป็นรัฐบาลหนึ่งที่ได้แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งตามองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนมาก
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับว่าเป็นรัฐบาลหนึ่งที่ได้แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งตามองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะล้วนประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความสนิทสนมกับพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง
แม้จะถูกตำหนิว่าทำเพื่อประโยชน์ต่างตอบแทนและรักษาเสถียรภาพรัฐบาล แต่รัฐบาลก็ผ่านมาได้ และคิดว่าจะไม่เกิดปัญหากับการให้ “อุดม มั่งมีดี” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาที่รัฐบาลจะให้เข้าไปเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
แต่เกิดผิดคาดครั้งใหญ่ขึ้น...เมื่อวุฒิสภามีมติเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ด้วยคะแนน 67 ต่อ 51 เสียง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่วุฒิสภาตีตกการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งตามองค์กร ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการสรรหาใหม่
สำหรับเส้นทางสาย ป.ป.ท.ของอดีตบิ๊กตุลาการท่านนี้ ไม่ต่างอะไรกับการวิ่งมาราธอนปี 2551 สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน คณะรัฐมนตรีเวลานั้นเสนอชื่อแนบไปพร้อมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ให้สภาผู้แทนราษฎรมาแล้วรอบหนึ่ง
แต่เนื่องจากมีวิกฤตการเมืองค่อนข้างหนักจากการชุมนุมของฝ่ายตรงข้าม สุดท้ายเรื่องก็ลากยาวมาถึงปี 2554 สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สภาได้มีมติเสียงข้างมากให้เรื่องตกไปเพื่อให้กลับเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่
จนกระทั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ได้เสนอชื่อ “อุดม มั่งมีดี” อีกครั้ง
แม้ว่าชื่อ อุดม จะผ่านสภามาได้ ต้องบอกว่าหืดจับกันเลยทีเดียว เนื่องจากในการประชุมสภาเพื่อพิจารณาลับเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2555 สส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย “ชวน หลีกภัย” ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้อภิปรายอย่างดุเดือดเรียกร้องให้รัฐบาลเสนอชื่อบุคคลเข้ามาใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นกลาง แต่ถูกปฏิเสธ
บรรดา สส.ฝ่ายค้านแสดงออกถึงความไม่พอใจจากการเดินออกจากห้องประชุม แต่สภาก็ยังมีมติ 273 เสียง ให้ดำรงตำแหน่งและส่งชื่อให้วุฒิสภารับรองตามขั้นตอน แต่ก็หยุดอยู่แค่นั้น หลังจากวุฒิสภามีมติเสียงข้างมากที่ไม่เห็นด้วย
ถ้าดูจากคุณวุฒิและวัยวุฒิที่เป็นถึงอดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุด คงไม่มีใครปฏิเสธให้เป็นกรรมการ ป.ป.ท.แน่นอน แต่ไปติดตรงที่มีส่วนเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทำให้ต้องพลาดเก้าอี้ไปอย่างที่เห็น
ในมิติความเชื่อมโยงกับ นปช.นั้น “อุดม” ไม่ได้จัดอยู่ในสถานะ “แกนนำ” เฉกเช่น “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” “จตุพร พรหมพันธุ์” หรือแม้แต่ “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” แต่เป็นแค่หนึ่งใน “วิทยากร” ให้ความรู้ต่อมวลชนเวลา นปช.จัดปราศรัยเท่านั้น
ต่อให้ไม่ได้เป็นแกนนำ แต่ในเมื่อร่วมขบวนเสื้อแดงก็เป็นเรื่องยากที่จะสลัดภาพสีแดงให้พ้นตัวไปได้ โดยการแสดงออกของอดีตผู้พิพากษารายนี้มักจะสะท้อนความเห็นที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม
เช่น เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2552 ขึ้นเวทีเสื้อแดงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ระบุว่า “หากไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็จะเท่ากับว่ายังไม่มีการยกเลิกเครื่องมือเด็ดขาดของผู้ปกครอง”
วันที่ 11 ก.ค. 2553 พูดถึงการทำงานของศาลว่า “ผู้ที่อยู่ในองค์กรศาลหรือองค์กรอิสระที่ต้องทำหน้าที่รักษาความยุติธรรมจะขาดคุณสมบัติของความเป็นกลางไม่ได้ ถ้าปราศจากความเป็นกลาง เชื่อว่าไม่เกิน 45 ปี ศาลต้องถูกปฏิรูปเช่นกัน”
นอกจากนี้ ยังถูกอ้างจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ด้วยว่า เป็นผู้ให้คำปรึกษาว่า “จตุพร” แกนนำเสื้อแดงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นที่มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่สั่งฟ้องคดี
จากมติของวุฒิสภาที่ออกมา ได้สร้างความประหลาดใจให้กับฝ่ายการเมืองไม่น้อยเช่นกัน โดยมีความมั่นใจเป็นทุนเดิมแล้วว่าสภาสูงจะผ่านให้แบบไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก โดยรัฐบาลมีเสียงในวุฒิสภาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วประมาณ 70-80 เสียง
เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในระหว่างการประชุมลับได้มี สว.จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม 40 สว. แสดงความไม่เห็นด้วย และเรียกร้องให้วุฒิสภาทำหน้าที่ในครั้งนี้อย่างรอบคอบ เพราะเป็นการเลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต ไม่ใช่การลงมติธรรมดาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ขณะที่ ฝ่าย สว.เลือกตั้งจำนวนหนึ่งก็ลุกขึ้นอภิปรายแย้งว่า การขึ้นเวที นปช.เป็นเพียงการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ สว.บางคนที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และการแสดงความคิดเห็นก็เป็นไปด้วยหลักวิชาการที่เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหาจริงๆ ไม่ได้กล่าวให้ร้ายไปที่ตัวบุคคล
แต่ทีเด็ดของฝ่าย สว.สรรหาอยู่ที่การเสนอลงคะแนนลับด้วยการ “กากบาทในบัตรลงคะแนน” เป็นปัจจัยสำคัญโน้มน้าวให้ สว.ที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดมากกว่า 20 เสียงคล้อยตาม
สว.กลุ่มนี้ก็เห็นด้วยกับความคิดของกลุ่ม 40 สว.อยู่แล้ว เพราะการลงคะแนนแบบนั้นทำให้ไม่รู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
ต่างกับหลายครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะเห็นดีด้วยกับ 40 สว.แค่ไหน แต่ก็ต้องตัดใจ เพราะการลงคะแนนลับด้วยบัตรแสดงตนไม่เคยเป็นหลักประกันได้ว่าเป็นความลับเสมอไป จึงนำไปสู่ความเกรงใจฝ่ายการเมือง
จากมติวุฒิสภาที่ล้มเสื้อแดงได้ออกมาให้เห็นนั้น เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักพอสมควรว่าวุฒิสภาชุดนี้ไม่ได้เป็นของตายสำหรับตัวเองอีกต่อไป
ถึงจะสามารถกุมเสียงได้ส่วนหนึ่งก็จริง แต่ก็มี สว.อีกจำนวนมากพอสมควรที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล
หากสถานการณ์ในวุฒิสภายังเป็นลักษณะที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จแบบนี้ ในระยะยาวรัฐบาลต้องเผชิญกับโจทย์หินแน่นอน
ย่อมกระเทือนถึงงานใหญ่อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ซึ่งรัฐบาลพยายามใส่เกียร์เดินหน้ามาตลอดก็อาจจะต้องเสียเกียร์ถอยหลังลงมาบ้าง
ขณะเดียวกัน นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญของรัฐบาลต้องเลิกหนีสภาสักที







