
ค่าแรงขั้นต่ำไม่เอื้อคนจน
นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.เป็นต้นมา นอกเหนือจากไทยกับมาเลเซีย จะมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทั่วทั้งประเทศแล้ว อินโดนีเซีย ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการดำเนินนโยบายในลักษณะเดียวกัน
นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.เป็นต้นมา นอกเหนือจากไทยกับมาเลเซีย จะมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทั่วทั้งประเทศแล้ว อินโดนีเซีย ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการดำเนินนโยบายในลักษณะเดียวกัน
ทว่าในความเห็นของ วิกรม เนห์รู นักวิชาการอาเซียนด้านศึกษา จากสถาบันสันติภาพคาร์เนกีเอนโดว์เมนท์จากสหรัฐ ระบุผ่านทางหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ว่า การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในกรณีของอินโดนีเซียจะไม่ส่งผลดีต่อคนใช้แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศตามที่คาดหวังกันไว้ นอกจากนี้ ถ้าหากรัฐบาลต้องการจะยกระดับคุณภาพแรงงานจริงๆ ก็ควรที่จะหันมาปฏิรูปกฎหมายแรงงานที่ไม่ส่งเสริมให้นายจ้างเกิดการจ้างงานพนักงานประจำมากกว่า
ผู้เขียนให้เหตุผลว่า การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในอินโดนีเซีย จะก่อให้เกิดประโยชน์กับแรงงานประจำเท่านั้น ส่วนแรงงานและลูกจ้างสัญญาจ้างชั่วคราวที่ทำงานอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กกว่า 90% จะไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเลย
ฉะนั้นรัฐบาลควรวางเป้าหมายในการขยับให้แรงงานและลูกจ้างชั่วคราวเหล่านี้ได้เลื่อนสถานะมาเป็นพนักงานประจำ
แต่การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำดังกล่าว กลับเป็นตัวขัดขวางบั่นทอนการปรับเปลี่ยนสถานะของแรงงานและลูกจ้างชั่วคราว อีกทั้งยังทำให้การเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจไม่เกิดความก้าวหน้าอีกด้วย เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานในอินโดนีเซียกำหนดค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างไว้สูงมากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ที่เงินเดือนล่วงหน้าถึง 32 เดือน
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เหล่านายจ้างไม่อยากเพิ่มการจ้างงานในตำแหน่งพนักงานประจำ และ หันไปจ้างพนักงานชั่วคราวที่มีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าชดเชยน้อยกว่าแทน
ผู้เขียนให้ข้อเสนอแนะปิดท้ายแก่อินโดนีเซียว่า ควรปรับอัตราเงินค่าชดเชยการออกจากงานของพนักงานประจำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี







