posttoday
ใช้ให้เป็น

ใช้ให้เป็น

14 มกราคม 2556

ถึงแม้ใครต่อใครจะมองว่าปี 2013 นี้ น่าจะเป็นปีที่ดีขึ้นสำหรับเศรษฐกิจโลก เพราะทิศทางการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งขึ้นในจีน บวกกับอาการของสหรัฐที่เริ่มดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่ที่สุดแล้วก็คงไม่มีใครกล้ารับประกันได้

ถึงแม้ใครต่อใครจะมองว่าปี 2013 นี้ น่าจะเป็นปีที่ดีขึ้นสำหรับเศรษฐกิจโลก เพราะทิศทางการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งขึ้นในจีน บวกกับอาการของสหรัฐที่เริ่มดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่ที่สุดแล้วก็คงไม่มีใครกล้ารับประกันได้

เราจึงได้เห็นรัฐบาลกรุงโตเกียวเดินหน้าอัดฉีดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกล่าสุดอีก 2.265 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.8 ล้านล้านบาท) ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหวังดันตัวเลขจีดีพีให้ขยับขึ้นอีก 2% พร้อมสร้างงานอีก 6 แสนตำแหน่ง และทำให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรเงินฝืดเสียที

แถมล่าสุด ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในเร็วๆ นี้ ก็เดินหน้ากดดันธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อีกครั้งให้เร่งขยายเป้าเงินเฟ้อเป็น 2% และกำหนดเป้าระยะกลาง

เห็นได้ชัดว่าญี่ปุ่นนั้น กำลังเดินไปในแนวทางเดียวกันเป๊ะกับมหามิตรอย่างสหรัฐ ที่กำลังใช้วิธีการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจทุกวิถีทางทั้งการเงินและการคลัง โดยหลับตาข้างหนึ่งไม่มองหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทุกปี

จะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้แต่ละประเทศก็เดินไปในแนวทางเดียวกัน คือ ยอมก่อหนี้และขาดดุลเพิ่มเพื่อหาเงินมากระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศ

สำหรับญี่ปุ่นนั้น ในช่วง 4 ปีมานี้ ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่เปลี่ยนมาแล้วถึง 4 คน แต่ละคนก็เลือกใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนๆ กัน จนไม่ได้สนใจว่าหนี้สาธารณะได้พุ่งทะลุไปถึง 220% ของจีดีพีประเทศไปแล้ว นับเป็นหนึ่งในประเทศต้นๆ ที่มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงที่สุดในโลก

ที่สำคัญก็คือ กระตุ้นมาทุกครั้งก็ยังไม่ได้ผล (เท่าที่ควร)

ในครั้งนี้ก็เช่นกัน หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อกังขาตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้เงินว่าอาจเข้าอีหรอบเดิม คือ ช่วยได้ในระยะสั้นกับการลงทุนด้านสาธารณูปโภคในประเทศ แต่ไม่ยั่งยืนหรือช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เติบโตได้ในระยะยาว และทำให้ประเทศต้องตกอยู่ในภาวะ “เสพติด” มาตรการกระตุ้นอยู่ร่ำไป

อาเบะ นั้นรู้ดีถึงจุดอ่อนข้อนี้ และมีการปรับเรื่องการใช้เงินให้เกิดผลมากขึ้น อาทิ มาตรการพักภาษี เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจที่นั่งอยู่บนกองเงินสดหันมาลงทุนในประเทศให้มากขึ้น และกระตุ้นให้กลุ่มผู้สูงอายุนำเงินเก็บออกมาใช้จ่ายกันมากขึ้นเช่นกัน

ในจุดนี้ ญี่ปุ่นยังเหลือช่องว่างให้กระตุ้นการใช้จ่ายได้ เพราะหนี้ครัวเรือนยังต่ำอยู่ ท่ามกลางเป้าเงินเฟ้อที่หยุดชะงักอยู่ในระดับ 1% มานานแล้ว

ตรงกันข้ามกับในหลายประเทศ อย่างในบ้านเราเองที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายสูงทั้งที่การออมต่ำ จนนำไปสู่ระดับหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงอย่างน่ากังวลในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

งานนี้กระตุ้นเหมือนกันหมดทั่วโลก แต่จะใช้เงินอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่หวังผลทางการเมือง เป็นงานหินที่รัฐบาลต้องทำการบ้านให้หนักค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท