
โคราชเดินหน้า "สกายบัส" ขยายเมืองรับเออีซี
โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
ในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ช่วงนี้หัวเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ จึงขยับตัวปรับเปลี่ยนหลายอย่าง เพื่อรองรับการเข้าสู่เออีซีกันอย่างคึกคัก
เทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้การบริหารของ สุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ก็กำลังปรับทิศทางการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับยุคเออีซีเช่นกัน
“ผมอยากเห็นเมืองโคราชเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมและเป็นศูนย์กลางด้านพาณิชย์ในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางรองรับการท่องเที่ยวทั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และ อ.วังน้ำเขียว ภายในจังหวัดหรือพื้นที่อื่นๆ รอบๆ จังหวัด” นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา บอกถึงวิสัยทัศน์
สุรวุฒิ ขยายความต่อว่า หากมองแผนที่ประเทศไทย จะเห็นว่า จ.นครราชสีมา เป็นจุดศูนย์กลางของประเทศไทยพอดี และหากมองประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน จ.นครราชสีมา ก็อยู่ในจุดศูนย์กลางของประเทศเหล่านั้นเช่นกัน อาทิทิศตะวันออกก็ใกล้กับลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทิศตะวันตก ก็จะใกล้กับพม่า
“การจะเชื่อมต่อกับประเทศเหล่านี้เพื่อความได้เปรียบทางธุรกิจ จ.นครราชสีมา ก็เป็นพื้นที่เหมาะสมที่สุด โดยมีเทศบาลนครนครราชสีมาเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในวันนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งฐานการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพราะกลุ่มนักลงทุนมองเห็นข้อได้เปรียบในเรื่องนี้”
สำหรับการเตรียมพร้อมไปสู่เออีซีของเทศบาลนครนครราชสีมา สุรวุฒิ บอกว่า มองใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การศึกษา ซึ่งมีการกำหนดนโยบายให้แต่ละโรงเรียนมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน โดยจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเออีซี เช่น โรงเรียนเทศบาล 1 เน้นในเรื่องของวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเทศบาล 3 ก็จะเน้นการสอนภาษาต่างประเทศจนสามารถพูดและสื่อสารกับชาวต่างชาติได้จริง โรงเรียนเทศบาล 4 จะเน้นสายอาชีพ และโรงเรียนกีฬาเทศบาล ก็จะเน้นทักษะด้านกีฬาจนก้าวสู่ระดับโลกและระดับมืออาชีพได้ในที่สุด
ส่วนต่อมาคือทางด้านโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ซึ่งหากไม่นับกรุงเทพมหานครแล้ว จะเห็นได้ว่าขณะนี้เทศบาลนครนครราชสีมา เป็นเมืองแรกที่หันมามองเรื่องการพัฒนาด้านขนส่งมวลชนระบบสกายบัสที่ใช้ทุนไม่มากนัก และสามารถตอบสนองความต้องการของการขยายเมืองได้เป็นอย่างดี
“หากมองภาพโดยรวมไม่ว่าจะเป็นระบบกำจัดขยะและระบบประปา ทำเสร็จหมดแล้ว ระบบป้องกันน้ำท่วมมีความพร้อมมากขึ้นระบบการศึกษาพัฒนาสู่เออีซีอย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยและโรงเรียนในพื้นที่มีเพียงพอผมมองว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลนครนครราชสีมาผ่านแน่นอน เหลือเพียงระบบขนส่งมวลชนที่กำลังอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นของประชาชน”
สุรวุฒิ มั่นใจว่าระบบสกายบัสจะช่วยให้การพัฒนาเมืองนครราชสีมาเป็นไปด้วยดีมากขึ้น
“ขณะนี้คนทำงานในตัวเมืองโคราชกระจุกตัวอาศัยอยู่แต่ในเขตเทศบาล ซึ่งทำให้เกิดความแออัด เกิดปัญหาจราจรอย่างมาก การขยายตัวเมืองก็ทำได้ยากด้วย หากมีระบบสกายบัส โครงสร้างเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เพราะคนที่เข้ามาทำงานในเขตเทศบาล ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่อาศัยในเขตเทศบาล สามารถอยู่รอบตัวเมืองได้ เช่น อยู่แถว ต.โคกกรวด หัวทะเล จอหอ และปรุใหญ่ เพราะมีระบบสกายบัสเป็นตัวเชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวกขึ้น”
แม้จะนั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 แต่การเมืองโคราชนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีกลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาบริหาร ยังไม่มีกลุ่มใดยึดฐานที่มั่นได้หลายสมัยซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายการพัฒนาที่วางไว้
สุรวุฒิ บอกว่า ขณะนี้ประชาชนชาวโคราชมองนักการเมืองกันที่ผลงาน และเมื่อเลือกกลุ่มการเมืองนี้เป็นตัวแทนประชาชนเข้าไปบริหารแล้ว ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร เช่น มีผลงานที่ผ่านมาทำได้จริงหรือไม่ มีอะไรที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้นบ้าง ซึ่งหากทั้งหมดลงตัว การเมืองก็จะนิ่งด้วยโครงสร้างของมันเอง
สำหรับบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน คือการที่ไม้เบื่อไม้เมาทางการเมืองใน จ.นครราชสีมา 2 กลุ่ม คือกลุ่มประสานมิตร ที่มี สุจินดา เชิดชัย หรือเจ๊เกียว มารดาของ สุรวุฒิ เป็นหัวหน้า กับกลุ่มชาติพัฒนาที่มี สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นแกนนำ จับมือร่วมทำงานการเมืองร่วมกัน สุรวุฒิ บอกว่า อะไรก็ตามที่จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด ก็จะเลือกทำทันที
“เมื่อผมได้พูดคุยกับแกนนำพรรคชาติพัฒนาและมีเป้าหมายที่ตรงกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องแยกทางกันเดิน เพราะเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้งานพัฒนาเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะหากมีโครงการใหญ่ๆ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับการเมืองระดับชาติ จึงจะสามารถทำสำเร็จได้”
สุรวุฒิ ยกตัวอย่างโครงการสร้างโรงงานกำจัดขยะมูลฝอยครบวงจร มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท และโครงการสร้างโรงผลิตน้ำประปาบ้านใหม่หนองบอน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย ที่จะผันน้ำมาจากเขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งได้พรรคชาติพัฒนา ผลักดันจนได้รับงบประมาณมาให้ดำเนินการสร้างจนสำเร็จ ดังนั้นเมื่อพิจารณาแล้วว่าสิ่งนี้ทำแล้วประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด จึงทำให้เกิดการจับมือกันขึ้นดังกล่าว
ทิศทางการพัฒนาเมืองโคราชจากนี้ไปน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง







