
แผนภาษีมะกันรีดกำลังซื้ออุปสรรคขวางศก.ฟื้นตัว
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดำเนินไปด้วยดีไม่ใช่น้อย สำหรับประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสหรัฐอเมริกา
เพราะนับตั้งแต่การที่สภาคองเกรสสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงเลี่ยงปัญหาหน้าผาการคลังได้สำเร็จ จนช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตลาดทุนกลับมาคึกคักสดใสด้วยมูลค่าเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เดือน ก.ย. ปี 2550 ถึง 2.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.66 แสนล้านบาท)
และส่งผลให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเชื่อว่า เศรษฐกิจของสหรัฐภายในปี 2556 นี้จะฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บและกลับมาเป็นความหวังท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ยังคงซบเซา
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มข่าวดีที่มีรายงานมาต่อเนื่อง กลับไม่อาจเรียกรอยยิ้มจากประชาชนชาวสหรัฐในขณะนี้ได้มากนัก หลังจากที่ได้เห็นตัวเลขในใบแจ้งเงินเดือนของตนเอง ซึ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากเดือนก่อนหน้า
ต้นตอสาเหตุเป็นผลมาจากการตัดสินใจของรัฐบาลกลางสหรัฐในการขึ้นภาษีเงินได้ที่หักเข้ากองทุนประกันสังคมและกองทุนสวัสดิการต่างๆ (เพย์โรล แทกซ์Payroll Tax) เพื่อจัดการรับมือกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณของประเทศ จนทำให้ค่าจ้างของบรรดาลูกจ้างแรงงานทั่วประเทศลดลง เนื่องจากเงินเดือนที่ได้ต้องหักภาษีเพย์โรลเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย 2% ของเงินเดือน เพื่อเข้าไปสมทบในกองทุนประกันสังคม
เรียกได้ว่า แม้รัฐบาลจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ระบุอย่างชัดเจนว่า ช่วยปกป้อง 98% ของพลเรือนสหรัฐไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษี แต่สุดท้ายประชาชนทั่วประเทศก็ไม่สามารถหลีกหนีได้อยู่ดี
เพราะการที่มาตรการภาษีล่าสุดที่เป็นผลมาจากข้อตกลงแก้ปัญหาหน้าผาการคลัง ไม่ครอบคลุมการยืดอายุมาตรการลดหย่อน “ภาษีเพย์โรล” ทำให้แรงงานสหรัฐประมาณ 160 ล้านคน ทั่วประเทศต้องเสียภาษีดังกล่าวในอัตราเฉลี่ยคนละประมาณ 700 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 2.1 หมื่นบาท) ขณะที่บางรายอาจสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือน
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ แม้จะมีรายได้ต่อครัวเรือนไม่ถึงเกณฑ์ใหม่ที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่เงินเดือนที่หามาได้ก็มีอันต้องโดนหักภาษีเพย์โรลเพิ่มจนรายรับที่ควรจะเพิ่มขึ้นกลับลดน้อยลงไปอยู่ดี
ข้อมูลจากแอดเวนเทจ เพย์โรล เซอร์วิส บริษัทด้านการจัดการบัญชีเงินเดือนในเมืองอูเบิร์น รัฐเมน ระบุว่า อัตราภาษีเพย์โรลที่เพิ่มขึ้นมา 2% มาอยู่ที่ 6.2% ในขณะนี้ได้ส่งผลให้ค่าจ้างของลูกจ้างที่รับเงินเดือนผ่านบริษัทกว่า 1 แสนคนทั่วสหรัฐลดลงจากเดิมที่เคยได้รับเรียบร้อยแล้ว
กระทั่งเริ่มมีเสียงบ่นของประชาชนชาวสหรัฐผ่านสำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำอย่างรอยเตอร์ส หรือเอพี ซึ่งส่วนใหญ่ยอมรับว่าต้องตัดลดค่าใช้จ่าย เช่น การรับประทานข้าวนอกบ้าน การงดรับสัญญาณเคเบิลทีวีบางสถานี หรือการยกเลิกบริการพี่เลี้ยงเด็ก เป็นต้น
สถานการณ์ข้างต้นทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ทั่วสหรัฐเริ่มเล็งเห็นแล้วว่า นโยบายการเก็บภาษีของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี โอบามา จะส่งผลทำให้ปริมาณการใช้จ่ายของประชาชนภายในประเทศลดลง จนน่าจะมีผลกระทบต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นฟูการเติบโต รวมถึงจัดการกับปัญหาการว่างงานภายในประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 7.8%
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วสหรัฐต่างประเมินว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีเงินได้ที่หักเข้ากองทุนประกันสังคมและกองทุนสวัสดิการต่างๆ (เพย์โรล แทกซ์) นี้ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณรายได้ครัวเรือนของครอบครัวชาวอเมริกันรวมต่อปีแล้วถึง 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.75 ล้านล้านบาท)
แน่นอนว่า เมื่อรายรับที่เคยได้ลดลง พลเรือนชาวอเมริกันทั้งหลายย่อมไม่เหลือทางเลือกมากนัก ซึ่งทางเลือกที่มีอยู่หมายรวมถึง การตัดลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งได้คาดการณ์เพิ่มเติมว่า รายได้ที่ลดลงจะทำให้บางครัวเรือนได้รับผลกระทบหนักถึงขั้นต้องตัดลดเงินออมหรือเงินเก็บยามเกษียณ
ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายจัดเก็บภาษีเพย์โรล แทกซ์ควบคู่ไปกับการเพิ่มการเก็บภาษีเงินได้ (อินคัม แทกซ์) ของครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 4.5 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 13.9 ล้านบาท) จากระดับ 35% เป็น 39.6% พร้อมๆ กับการยกเลิกการต่ออายุมาตรการยกเว้นภาษีที่บังคับใช้ในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ทำให้ผลกระทบจากเดิมที่จำกัดอยู่ในวงแคบคือมีผลต่อชาวอเมริกันเพียงไม่กี่คน แผ่ขยายครอบคลุมการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด
ไมเคิล เฟโรลิ นักเศรษฐศาสตร์จากเจพี มอร์แกน ประจำเมืองนิวยอร์ก ซิตี กล่าวว่า แนวโน้มรายได้ต่อครัวเรือนของสหรัฐที่ลดลงนับเป็นปัจจัยที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของสหรัฐที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดในปีนี้ เนื่องจากแค่ผลลัพธ์ข้างต้นข้อเดียวก็มีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้ลดลงประมาณ 0.6%
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ล้วนเห็นพ้องตรงกันว่าเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2556 นี้ จะโตได้โดยรวมแล้วประมาณ 2% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่ค่อยสดใสสักเท่าไรนัก
แถมการคาดการณ์การเติบโตข้างต้นยังมีแนวโน้มที่อาจจะชะลอตัวลงได้อีกจากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล ยิ่งเมื่อสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงแผนตัดลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลร่วมกัน ซึ่งมีกำหนดเริ่มการพูดคุยภายในเดือน มี.ค.นี้ ก็จะยิ่งส่งผลให้สหรัฐเติบโตได้ช้าลงจนกระเทือนต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อสหรัฐอย่างหนักหน่วงที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ โดยสาเหตุหลักใหญ่สืบเนื่องมาจากการปรับตัวปรับวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงของตนเอง
สเวน จาริ สไตห์น นักเศรษฐศาสตร์จากโกลด์แมน แซคส์ ประจำนิวยอร์ก อธิบายว่า เมื่อรายได้ลดลงการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของสหรัฐ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจประเทศก็ย่อมต้องลดลงตามไปด้วย
สิ่งที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก็คือ การใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐปีนี้มีแนวโน้มเติบโตในอัตรารายปีเพียงแค่ 1% เท่านั้น ในช่วงไตรมาสแรก และ 1.5% ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และอาจจะรักษาระดับการเติบโตเช่นนี้ตลอดทั้งปี
เรียกได้ว่า ภาษีเพย์โรลถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนในสหรัฐ โดยเมื่อผู้บริโภคลดการซื้อ ธุรกิจองค์กรย่อมไม่สามารถขยับเขยื้อนได้มากนัก จนในที่สุดก็จะกระทบต่อการจ้างงานที่อาจเลยเถิดถึงการสั่งปลดคนงานเพิ่ม เพื่อรักษาสถานภาพของบริษัทให้คงอยู่ต่อไป
สุดท้ายความหวังที่จะให้เศรษฐกิจของแดนพญาอินทรีย์แห่งนี้ฟื้นตัวจากภาวะซบเซาก็ยิ่งริบหรี่ห่างไกล แม้จะเดินหน้าคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่แค่ไหนก็ตาม







