
ทหารตบเท้าบุกผู้จัดการ สะเทือนสัมพันธ์ สื่อ-กองทัพ
เหตุการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดของสัปดาห์ที่ผ่านมา คือกรณีที่กลุ่มทหาร กองทัพภาคที่ 1
เหตุการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดของสัปดาห์ที่ผ่านมา คือกรณีที่กลุ่มทหาร กองทัพภาคที่ 1
โดยได้รวมตัวกันที่บริเวณหน้าหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการเสนอข่าวใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สองวันติดต่อกัน โดยในวันที่ 10 ม.ค. มาประมาณ 50 คน และในวันที่ 11 ม.ค. มาอีกกว่า 100 คน แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มทหารดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวสนับสนุน ว่า สามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย ทหารที่ไปรวมตัวกันนั้นปกป้องกองทัพบก ไม่ได้ปกป้องตัวเอง ส่วนที่มีความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์บานปลาย คิดว่าไม่บานปลาย ถ้าสื่อไม่นำไปขยายความ
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา พ.อ.สรรเสริญแก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ขอร้องกำลังพลไม่ต้องเดินทางไปแล้ว และขอให้หยุด เพราะว่าในวันนี้สังคม ถ้าทุกคนเอาแต่ความรู้สึกเป็นที่ตั้งอย่างเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ และไม่สามารถทำให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายได้ ขอให้อภัยกัน ทั้งนี้เพื่อที่จะไม่ถูกนำไปกล่าวอ้างในทางที่ไม่ดี ผู้บัญชาการทหารบกหวังว่าเหตุการณ์คงจะไม่เกิดขึ้นอีก สังคมจะได้ไม่เข้าใจทหารไปในทางที่ผิดและไม่ดี
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ต่อจากนี้จะมีใครต่อว่าหรือตำหนิกองทัพก็ไม่เป็นไร กองทัพจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามภารกิจ ตามนโยบายของหน่วยเหนือที่ได้สั่งการ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
“ใครจะตำหนิ ด่าทอ สังคมจะเรียนรู้และตัดสินใจเรื่องนี้เอง เราไม่ใช่นักเลง ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เราทำตามสิทธิ” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
ด้านนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม มีลักษณะเหมือนการข่มขู่
ทั้งนี้ ในเวลาต่อมาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์เรื่องขอให้ยุติเรื่องนี้ โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เห็นว่า เข้าข่ายคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ใช้สิทธิในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากมีผู้ใดไม่พอใจการนำเสนอข่าวและความคิดเห็นนั้น สามารถใช้กลไกทั้งในทางกฎหมายและทางวิชาชีพดำเนินการกับสื่อมวลชนผ่านสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นโดยยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยเฉพาะการละเว้นการเสนอข่าวเพราะความลำเอียงหรือมีอคติจนเป็นเหตุให้ข่าวนั้นคลาดเคลื่อนหรือเกินจากความเป็นจริง การไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ตกเป็นข่าว และพึงหลีกเลี่ยงคำไม่สุภาพและมีความหมายเหยียดหยาม ฯลฯ
ด้านท่าทีของ นสพ.ผู้จัดการ ก็ยังคงนำเสนอข่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดย สนธิลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งเป็นเจ้าของ นสพ.ผู้จัดการตัวจริง แม้อยู่ระหว่างเดินทางไปพบปะกับ พธม.ที่สหรัฐ ได้โฟนอินเข้ามายังรายการ “ตีแสกหน้า” ภาคพิเศษ ทางเอเอสทีวี โดยกล่าวตำหนิ พล.อ.ประยุทธ์อย่างรุนแรง พร้อมยืนยันไม่ขอโทษ ให้รอชาติหน้า
“อยากให้พวกเราและพี่น้องพันธมิตรฯ เข้าใจข้อเท็จจริงบางประการก่อน ข้อเท็จจริงข้อแรก สังคมไทยต้องรู้ และคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งบางคนก็เรียกประยุทธ์ ชินโอชา หรือประยุทธ์ จันทร์ส่องหล้า ก็แล้วแต่ ต้องรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.ก็จริง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าของกองทัพ เพราะที่จริงแล้วมีคนในกองทัพมากมายที่ไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์หลายเรื่อง ทั้งเรื่องการบริหารงบประมาณการจัดซื้ออาวุธในกองทัพที่ขาดตกบกพร่อง เรื่องศักดิ์ศรีของกองทัพในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ. มันตกต่ำที่สุด โดยคนเสื้อแดงเหยียดหยามโดนดีเอสไอเหยียดหยาม” สนธิ กล่าว
เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ คงต้องตามติดกันอย่ากะพริบ
อย่างไรก็ดี เริ่มต้นสัปดาห์และกินเวลามาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นที่ยังคงมีอุณหภูมิร้อนแรงเช่นกันต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อนยังคงเป็นเรื่องของปราสาทพระวิหาร
เริ่มตั้งแต่กรณีที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานที่ปรึกษากลุ่มแนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติรักแผ่นดิน ออกมาตีปี๊บให้แนวร่วมออกมาปฏิเสธการรับรองเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) รวมถึงปักหมุดการเคลื่อนไหวว่าวันที่ 21 ม.ค. จะนัดชุมนุมเรื่องนี้และยื่นหนังสือถึงผู้นำเหล่าทัพและประธานศาลฎีกา โดยตั้งเป้าที่จะรวบรวมรายชื่อคนไทยที่เห็นพ้องกับแนวคิดเดียวกันนี้ให้ได้5 แสนคน
ด้าน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้ พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการ เข้ามาดูแลในข้อกฎหมายทั้งนี้ พงศ์เทพออกมาระบุในเวลาต่อมาว่า ทีมที่ปรึกษากฎหมายของไทยจะเดินทางไปหารือกับทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างประเทศที่ประเทศอังกฤษ ต้นเดือน ก.พ.นี้ เพื่อหารือแนวทางต่อสู้คดีและการแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลกในเดือน เม.ย.
ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวด้านนี้ปรากฏในโลกออนไลน์อีกด้วย เมื่อเว็บไซต์ฟิฟทีนมูฟได้รายงานถึงท่าทีของกัมพูชาต่อกระแสเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลไทยรับอำนาจศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร โดยอ้างสำนักข่าวซีอีเอ็นของกัมพูชาซึ่งรายงานคำสัมภาษณ์ของติตโซะเทีย รองหัวหน้าหน่วยข่าวและตอบโต้เร็ว สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการกับกลุ่มเสื้อเหลืองที่ออกมาคัดค้านอำนาจของศาลโลก
นอกจากนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวยังระบุคำพูดของติตโซะเทียอีกว่า กระแสไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกที่กลุ่มเสื้อเหลืองได้จุดขึ้นอีกครั้ง เป็นเพียงแค่การแสดงออกของกลุ่มชาตินิยมที่รุนแรงเกินเหตุ
ปิดท้ายด้วยประเด็นที่เกี่ยวเนื่องจากปราสาทพระวิหาร เมื่อทางกัมพูชาได้พระราชทานอภัยโทษให้กับ ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ โดยจะปล่อยตัวในวันที่ 1 ก.พ. และลดโทษให้ วีระ สมความคิด 6 เดือน ในช่วงงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
ประเด็นดังกล่าวรัฐบาลถือว่าเป็นผลงาน ขณะที่มีเสียงเรียกร้องจากบางฝ่ายให้รัฐบาลออกมาแสดงความชัดเจนว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์แลกเปลี่ยนใดๆ เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
ขณะที่ในวันที่ 10 ม.ค. ซึ่งถือเป็นวันสิ้นสุดคดีสิ่งแวดล้อมที่ต่อสู้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2547 เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ชาวชุมชนคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี ชนะคดี โดยสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จัดทำแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟูตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในดิน น้ำ พืชผัก อยู่ในค่ามาตรฐาน รวมถึงจ่ายเงินชดเชยค่าอาหารจากการที่ไม่สามารถใช้ทรัพยากรต่างๆ ในพื้นที่มาบริโภคได้ ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2547-26 มิ.ย. 2555 รวมทั้งสิ้น 94 เดือน เป็นเงินรายละ 177,199.50 บาท ภายใน 90 วันสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ซึ่งให้ความช่วยเหลือชาวบ้านหลังพบสารตะกั่วรั่วไหลจากโรงแต่งแร่ บริษัท ตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) เมื่อปี 2541 กล่าวว่า ค่าชดเชยดังกล่าวคิดเฉลี่ยเงินค่าอาหารเพียงมื้อละ 8 บาท หรือ 700 บาทต่อเดือนเท่านั้น







