posttoday
เลิกเกรียน...อิสรภาพบนศีรษะ

เลิกเกรียน...อิสรภาพบนศีรษะ

12 มกราคม 2556

ทันทีที่ระเบียบถูกเปลี่ยนก็กลายเป็นความสุขของเด็ก จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ได้มองว่าจะทำให้พฤติกรรมของเด็กเกเรขึ้นมา

ทันทีที่ระเบียบถูกเปลี่ยนก็กลายเป็นความสุขของเด็ก จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ได้มองว่าจะทำให้พฤติกรรมของเด็กเกเรขึ้นมา

โดย... ธเนศน์ นุ่นมัน

“ทันทีที่ระเบียบถูกเปลี่ยนก็กลายเป็นความสุขของเด็ก จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ได้มองว่าจะทำให้พฤติกรรมของเด็กเกเรขึ้นมา และการเกเรที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับทรงผม”

ทั้งเสียงคัดค้านและเสียงสนับสนุนดังระงมจากแวดวงการศึกษาที่พากันถกเถียงเรื่อง “ทรงผมนักเรียน” กันอย่างกว้างขวาง ภายหลัง พงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) มีคำสั่งให้สถานศึกษาในกำกับของ ศธ.ทุกแห่ง ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 ม.ค. 2518

นั่นก็คือ 1.นักเรียนชายให้ตัดผม หรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผม หรือไว้ยาวแบบรองทรง 2.นักเรียนหญิงให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ต้องรวบให้เรียบร้อย

เลิกเกรียน...อิสรภาพบนศีรษะ

สาระจากระเบียบดังกล่าวมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนชั้น ป.1-ม.6 เพราะคำสั่งนั้นเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การ “ปลดแอก” จากทรงผมเด็กผู้ชายแบบเดิมที่ถูกเรียกในเชิงล้อเลียนว่า “ทรงเกรียน” และทรงผมเด็กผู้หญิงที่เรียกในทำนองเดียวกันว่า “ทรงติ่งหู” อย่างสิ้นเชิง

ย้อนกลับไปดูที่มาของทรงผมยุคคร่ำครึ ตามประวัติระบุว่า ทรงผมทั้งสองทรงนั้นมีที่มาสืบเนื่องมาจากการจัดหลักสูตรการศึกษาสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมานอกเหนือจากการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา ก็คือเรื่องของรูปแบบที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับส่วนราชการอื่นๆ

นักเรียนจึงต้องมีรูปแบบเป็นเครื่องแบบที่ชัดเจน ในส่วนของทรงผมนั้นยึดแบบอย่างมาจากญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในช่วงสงครามนั้นเกิดเหาระบาดมาก เพื่อรับมือการระบาด การตัดผมสั้นถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะเป็นการตัดวงจรการเพาะพันธุ์เหา นอกเหนือจากยากำจัดเหาที่ค่อนข้างขาดแคลนในยุคนั้นอีกด้วย

กระทั่งถึงปี 2515 ศธ.ได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2515) ตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เม.ย. เกี่ยวกับ “ทรงผมที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน” โดยระบุว่านักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 ซม. และชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนังหรือไว้หนวดหรือเครา

นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย ก่อนที่จะมีการแก้ไขอีกครั้งในปี 2518 ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

อลงกรณ์ นิยะกิจ รองผู้อำนวยการฝ่ายปกครอง โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ ในฐานะหนึ่งในคณะทำงานพิจารณาข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแบบทรงผมของนักเรียน นักศึกษา ระบุว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการให้นักเรียนไว้ผมยาว การไว้ทรงผมของนักเรียนที่ใช้อยู่เป็นระเบียบที่ดีอยู่แล้ว เพราะจะสามารถแยกแยะระหว่างนักเรียนกับประชาชนทั่วไปได้

ทั้งนี้ เพราะจากที่เป็นครูฝ่ายปกครองมา 30 ปี พบว่าระยะหลังๆ ตั้งแต่มีการห้ามลงโทษนักเรียนด้วยการตี ทำให้นักเรียนปัจจุบันดื้อและควบคุมพฤติกรรมได้ยากขึ้น ทั้งๆ ที่การลงโทษไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไปหากเป็นไปตามระเบียบกติกาที่ระบุไว้อย่างชัดเจนก็ถือเป็นการสั่งสอนที่ดี เพื่อให้นักเรียนหลาบจำ แต่ต้องเกิดจากความหวังดีไม่ใช่อคติ

อย่างไรก็ตาม หลังจากระเบียบเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม สิ่งที่จะตามมาคือสร้างความขัดแย้งระหว่างนักเรียนบางกลุ่มกับฝ่ายปกครองเรื่องการต่อรองไว้ผมยาว

เลิกเกรียน...อิสรภาพบนศีรษะ

 

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงเรื่องระเบียบในครั้งนี้จะส่งผลเชิงบวกมากกว่า เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ใหญ่มองไม่เห็นว่าการลงโทษซึ่งเป็นเหมือนเรื่องเล็กน้อยก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นบาดแผลทางจิตใจได้

“ที่ผ่านมาบางโรงเรียนเมื่อพบทรงผมไม่เป็นไปตามระเบียบ และครูก็พยายามเข้มงวด บางทีถึงกับจับเด็กคนนั้นมาตัดผมต่อหน้าเพื่อนๆ ส่งผลให้เกิดความอับอาย เด็กเกิดภาวะซึมเศร้า แต่ขณะนี้ทันทีที่ระเบียบถูกเปลี่ยนก็กลายเป็นความสุขของเด็ก จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ได้มองว่าจะทำให้พฤติกรรมของเด็กเกเรขึ้นมา และการเกเรที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับทรงผม” นพ.สุริยเดว กล่าว

“ที่ผ่านมาเด็กๆ มีแรงกดดัน ครูก็มีแรงกดดันที่พยายามรักษาไว้ซึ่งระเบียบวินัยและเข้มงวดกับเรื่องนี้ เหมือนเอาอำนาจมาทดสอบบนฐานของทรงผมกลายเป็นไม่ถูกใจขัดแย้งกัน มีการแหกกฎกัน แต่ขณะนี้ก็เป็นการปลดระวางครู และเด็กจะไม่กดดันครูก็จะลดภาระไปด้วย” ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าว

ขณะที่ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า การปล่อยให้เด็กมีเสรีภาพในบางเรื่อง ไม่ควรกลายเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผู้ใหญ่ และต้องปล่อยให้เด็กมีโอกาสแสดงความเคารพตัวเอง ด้วยการจัดการแต่งกายตัวเองหรือเปิดโอกาสให้พวกเขาแสดงความเป็นผู้ใหญ่

“ที่บ้านกาญจนาฯ เราจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ตัดสินใจเองว่าจะแต่งตัวให้เหมาะสมกับเวลาและสถานที่อย่างไร และนั่นยังเป็นไปถึงโอกาสที่เปิดให้เขาแสดงความรักที่มีต่อตัวเอง

ถ้าพวกเขาแต่งตัวไม่เหมาะสม เราก็ต้องมีวิธีพูดกับพวกเขา เช่น ถ้าวันไหนที่ต้องไปขึ้นศาล ถ้าเห็นว่าแต่งตัวไม่เหมาะ ก็บอกว่าดูกระจกดีหรือยังลูก โดยเราไม่ต้องบอกพวกเขาว่าต้องตัดผมสั้นยาวแค่ไหนเลย เพราะพวกเขาจะรู้เอง” ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าว

ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ ศธ.ให้อิสรภาพในเรื่องนี้ แต่ก็หมายความว่าโรงเรียนจะต้องมีแนวปฏิบัติต่างๆ ควบคุมดูแลไม่ให้การไว้ทรงผมนักเรียนเป็นแฟชั่นมากเกินไป

ด้าน จำนงค์ แจ่มจันทรวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนสตรีวิทยากำหนดระเบียบทรงผมของโรงเรียนโดยไม่ได้ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายไว้ผมยาว แต่อาจจะมีนักเรียนบางคนที่มีความจำเป็นก็อนุญาตให้ไว้ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท