
ล้างภาพ'แดงสปริงนิวส์'
ถ้าใครเป็นคอข่าวต้องทราบกันดีว่า สมเกียรติ อ่อนวิมล คือ หนึ่งในคนข่าวตัวจริงของประเทศไทย
ถ้าใครเป็นคอข่าวต้องทราบกันดีว่า สมเกียรติ อ่อนวิมล คือ หนึ่งในคนข่าวตัวจริงของประเทศไทย
ทั้งยังเป็นผู้ปฏิวัติวงการข่าววิทยุโทรทัศน์เมื่อหลายสิบปีก่อน ด้วยความรู้ความสามารถที่ไม่มีใครปฎิเสธ ทำให้เจ้าตัวเข้าไปมีบทบาทให้กับสำนักข่าวหลายแห่งมากมาย แม้ว่าจะมีอยู่ช่วงหนึ่งเงียบหายไปบ้างแต่ชื่อของ สมเกียรติก็ยังไม่ได้เลือนหายไปจากสังคมไทยในยามที่มีประเด็นถกเถียงเรื่องบทบาทสื่อ
ล่าสุดสมเกียรติ ได้กลับคืนสู่สังเวียนอย่างเป็นทางการอีกครั้งภายใต้สังกัดสถานีโทรทัศน์ “สปริงนิวส์” ในตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร ดูแลการผลิตเนื้อหาข่าวโดยเฉพาะ
ผู้คนจำนวนไม่น้อยมองสปริงนิวส์ว่าเป็นหนึ่งในทีวีสะท้อนมุมเพื่อไทยเสื้อแดง ขณะที่อาจารย์สมเกียรติถูกจัดให้เป็นนักวิชาการขาประจำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เหตุใดถึงมาทำงานด้วยกันได้
กับคำถามนี้ สมเกียรติบอกถึงเหตุผลที่กลับมารับตำแหน่งในวงการว่า “ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง”
“ผมใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนโดยไม่คิดจะทำงานสื่อสารอีกแล้ว ผมเลิกทำทีวีตั้งแต่ไปสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 เพราะคิดว่าไม่มีอนาคตสำหรับผมในการทำโทรทัศน์ การทำทีวี ถ้าอยากมีอนาคตต้องดูแลทุกอย่างเพื่อดูแลทุกคนทั้งบนโต๊ะใต้โต๊ะ เรื่องนี้เป็นชีวิตที่คนไม่รู้หรอก โดยเฉพาะคิดว่า สมเกียรติมีชื่อเสียงโด่งดัง มีตังค์ที่จริงก็ไม่มีหรอกเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนดีๆ นี่เองแหละ
ช่วงหนึ่งช่อง 3 ชวนผมไปผลิตรายการข่าวต่างประเทศเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ประมาณปี2545 ช่อง 3 บอกว่าไม่ให้อาจารย์ทำข่าวในประเทศ ถ้าอาจารย์ทำรับรองดังแน่แต่แป๊บเดียวช่อง 3 ปิดแน่ งานการเมืองผมก็มีแค่ สว.สุพรรณบุรี และรับจ้างทำรายการทั่วไป เช่น สมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์เป็นประธานอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศก็มาจ้างให้ผมทำรายการสารคดีอาเซียน จากนั้นก็ไม่ได้ทำอะไร”
สมเกียรติ บอกถึงที่มาที่ไปในการมาที่สปริงนิวส์ว่า
“ปลายปี 2555 คณะกรรมการบริหารของสถานีสปริงนิวส์ชวนผมไปทานข้าว และอยากให้ผมมาทำงานที่นี่ ผมไม่รู้จักใครที่นี่นอกจากคุณกฤษณพร เสริมพานิช อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเข้ามารับทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ที่นี่ ผมรับงานที่นี่โดยมีเงื่อนไขอย่างเดียวว่าผมต้องได้อำนาจการทำงานอย่างเต็มที่ คือ ถ้าผมไม่ได้อำนาจสั่งงานผมก็จะไม่ได้งานที่ผมอยากทำ และผมมักจะลาออกจากงานง่ายๆ เสมอ”
“แกรมมี่เคยจ้างผมไปผู้อำนวยการช่องมันนี่แชนแนลอยู่ 5 เดือน เงินเดือนละ 2 แสนกว่าบาท เงินเยอะมากแต่ไม่ได้รับอำนาจในการบริหารงาน เหมือนเอาชื่อไปพอจะไปเสนออะไรก็ไม่ได้ทำ งั้นออกดีกว่า ไอทีวีผมก็อยู่ 2 เดือน ช่อง 7 ผมไปเป็นผู้จัดการฝ่ายข่าวก็อยู่ 2 เดือน หรือสำนักข่าวทีเอ็นเอ็น 24 ประมาณ 3-4 เดือน พอมันไม่ถูกใจผม ผมก็ออก...”
“ผมบอกผู้บริหารที่สปริงนิวส์ว่าถ้าผมไม่ได้อำนาจผมขอไม่ทำดีกว่า ผมไม่ได้ต้องการอำนาจเพื่อความยิ่งใหญ่แต่ต้องการอำนาจเพื่อเปลี่ยนคนทำงานให้เข้าสู่ระบบการทำโทรทัศน์อย่างแท้จริงด้วยระบบคลาสสิกต้องทำได้ทุกเรื่องแล้วค่อยสร้างความชำนาญ โดยเฉพาะผู้ประกาศข่าวต้องเก่งเหนือกว่าผู้สื่อข่าวปกติ เพราะต้องมีบุคลิกที่จะนำเสนอข่าวได้ ต้องทำงานกับองค์กรอย่างจงรักภักดี ไม่ใช่เร่ร่อนไปประกาศข่าวที่อื่นหนึ่งชั่วโมงแล้วมาที่นี่อีกหนึ่งชั่วโมง ไม่ใช่มาแบบสวยหล่อแล้วกลับบ้านได้เงินเยอะๆ บอกให้ไปทำงานตระเวนข่าวที่ไหนก็ไม่ไป แบบนี้ไม่ได้” สมเกียรติ เล่าถึงความตั้งใจ
ส่วนข้อครหาความเป็นทีวีแดงของ “สปริงนิวส์” สมเกียรติ ก็บอกว่า “เป็นหนึ่งในภารกิจที่คณะกรรมการบริหารมอบหมายให้เข้ามาแก้ไข”
“ก่อนที่ผมจะมาทำงานที่นี่ผมก็ไม่ได้มองว่าสปริงนิวส์เป็นทีวีแดงนะ ผมว่าเขาก็ทำข่าวมันดี ใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวอย่างไอโฟน โทรศัพท์มือถือที่มีต้นทุนต่ำแต่ทำงานได้เร็วมาก เป็นอีกช่องหนึ่งที่ทำข่าวแดงประท้วงได้เร็วกว่าคนอื่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนมองว่าเป็นแดง”
เมื่อถามว่าส่วนตัวได้ตรวจสอบหรือไม่ว่ามีผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณก่อนจะมารับงาน? เจ้าตัวตอบว่า “ตอนจะรับงานผมก็ถามไปว่าเป็นแดงเปล่า แล้วใครถือหุ้น ตกลงเป็นบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ หรือ SLC ในตลาดหลักทรัพย์ ทำธุรกิจซอฟต์แวร์แล้วมาลงทุนทำธุรกิจสื่อ พอคนนึกว่าเป็นแดงก็เสียหาย พอมันไม่มีข่าวแดงให้ทำแล้วก็ไม่มีอะไรทำ คือ ไม่มีวิกฤตให้เล่น แล้วคนก็ยังมองว่าแดง แดง อยู่ ปล่อยเป็นแบบนี้ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี
ความจริงการมีความคิดเป็นแดงหรือเป็นเหลืองเป็นเสรีภาพตามทางรัฐศาสตร์ แต่การทำงานสื่อสารมวลชนต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ ผมก็โดนด่าทางเฟซบุ๊กนะเมื่อครั้งบอกไปว่าจะมารับงานที่นี่ว่าอาจารย์รับเงินคุณทักษิณเหรอ นี่มันแดงไม่ใช่เหรอ ผมก็ไม่คิดแก้ตัวแต่ผมจะทำให้เห็นว่าไม่แดงไม่เหลืองโดยจะเป็นที่พึ่งของคนทุกส่วนให้ในสังคม”
เมื่อการทำรายการโททัศน์จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยโฆษณา และถ้าเกิดมีปรากฏการณ์คุณขอมาจากภาครัฐจะวางตัวอย่างไร? สมเกียรติ อธิบายว่า “เราคงจะไปหาโฆษณาจากภาครัฐอยู่แล้วแต่ว่าจะมาแทรกแซงเราไม่ได้หรอก แต่ถ้าจะมาคุยกันให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้ไม่มีปัญหา นักการเมืองต้องพัฒนาและเข้าใจว่าสื่อต้องให้ความเป็นธรรมในสังคมไม่ใช่ต้องสยบอยู่ในอำนาจการเมือง แต่นักการเมืองจะมีอำนาจบารมีก็ต่อเมื่อได้บริหารจัดการประเทศอย่างที่น่ายกย่อง”
“อีกประมาณ 15 ปีข้างหน้าระบบสัมปทานภาครัฐจะค่อยๆ หมดบทบาทไป เนื่องจากจะเข้ายุคทีวีดาวเทียมแค่ขอใบอนุญาต ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งอำนาจรัฐ ใช้เงินทุนไม่มาก ใครๆ ก็เขาทำธุรกิจนี้ได้ ไม่ต้องกลัวถูกปิด เพราะเทคโนโลยีทำให้เราทำอะไรก็ได้ เหลืออย่างเดียวคือความรับผิดชอบต่อสังคมจรรยาบรรณวิชาชีพ ถ้าไม่ยึดตรงนี้ก็ไม่รู้จะอยู่ได้ไง” สมเกียรติ ให้บทสรุป







