posttoday
ควรแบนนักการเมือง

ควรแบนนักการเมือง

12 มกราคม 2556

จนถึงทุกวันนี้เชื่อว่าสังคมยังไม่หายสงสัยว่าเหตุใดละครเรื่อง “เหนือเมฆ 2 : มือปราบจอมขมังเวทย์”

จนถึงทุกวันนี้เชื่อว่าสังคมยังไม่หายสงสัยว่าเหตุใดละครเรื่อง “เหนือเมฆ 2 : มือปราบจอมขมังเวทย์”

นำเสนอเนื้อหาการทุจริตของนักการเมือง หลังต้องยุติการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ลงกลางคันตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่เหลือเนื้อหาเพียงไม่กี่ตอนละครก็จะจบบริบูรณ์

มีเพียงคำชี้แจงจากทางสถานีผ่าน พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่ามีเนื้อหาขัดต่อมาตรา 37 ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ว่าด้วยผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและศีลธรรมอันดี

คำชี้แจงดังกล่าวยิ่งทำให้แฟนละครเกิดความสงสัยมากขึ้นไปอีกว่าเหตุใดละครหลังข่าวเรื่องนี้ถึงเป็นภัยต่อประเทศชาติ หรือการเซ็นเซอร์ตัวเองของช่อง 3 เป็นไปเพื่อความมั่นคงของสถานีกันแน่

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับ “สมเกียรติ อ่อนวิมล” นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งเคยร่วมงานกับทางช่อง 3 เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ผ่านการจัดรายการข่าว เพื่อหาคำตอบกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ควรแบนนักการเมือง

 

“ตอนนี้ผมก็ผูกพันกับช่อง 3 มาร่วมงานด้วยกว่า 10 ปีแล้ว จะลาออกก็ไม่ให้ออก ผมรู้จักช่อง 3 มาตั้งแต่สมัยผมอยู่ อสมท เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ช่อง 3 เป็นช่องธุรกิจบันเทิงโดยแท้ ธุรกิจบันเทิงจะไม่ทำอะไรที่มีความเสี่ยงสูง และไม่ได้ทำข่าวสารอะไรอย่างจริงจังมากนัก จนกระทั่งมาอยู่ในช่วง 10 ปีมานี้เริ่มมีนิยามว่าครอบครัวข่าวขึ้นมา...

...ช่อง 3 อยู่ได้ด้วยสัมปทานระยะสั้น มันก็ต้องอะลุ่มอล่วยกัน อันนี้มันเป็นธรรมดา อั้นนี้ต้องเข้าใจ ดังนั้นงานข่าวก็จะทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ แต่จะไม่สร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลผู้มีอำนาจ เพราะไม่ว่ารัฐบาลไหนต่างมีอำนาจที่จะให้หรือไม่ให้สัญญาต่อ อย่าลืมว่ารัฐบาลไม่มีความเป็นประชาธิปไตยกับนักธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะช่อง 3 หรือที่อื่นๆ

...คุณจะเห็นว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาช่อง 3 จะเข้ากับทุกรัฐบาลได้เสมอ ได้ไม่ได้ก็จะเข้าเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ สมัยผมเป็นนักข่าว เป็นผู้ประกาศข่าวร่วมกับ อสมท เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน มีช่วงหนึ่งเป็นช่วงที่สัมปทานของช่อง 3 ใกล้จะหมด ก็จะมีใครๆ วิ่งเข้ามาหารัฐบาลเพื่อให้ได้สัมปทานแทน ทำให้ต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามผู้มีอำนาจตลอด” อาจารย์สมเกียรติปูพื้นให้เห็นถึงธรรมชาติของช่อง 3

ด้วยท่อน้ำเลี้ยงของช่อง 3 ยังต้องผูกกับสัมปทานรัฐ ทำให้นักวิชาการอิสระรายนี้ไม่รู้สึกแปลกใจ ทำไมละครเหนือเมฆที่มีเนื้อหาสะท้อนการทุจริตคอร์รัปชันถึงถูกสั่งแบนกะทันหัน โดยขยายความไว้อย่างน่าสนใจ

“ละครที่ผ่านมาของช่อง 3 จะทำเนื้อหาที่แสดงถึงความมีคลาสเพื่อขายคนดูที่มีฐานะทางการศึกษามากกว่าถ้าเทียบกับช่องอื่น แต่ก็เป็นละครที่จะเน้นความสนุก เพลิดเพลิน แบบว่าดูแล้วไม่ต้องเชื่อหรอกว่าเป็นจริงตามนั้น ประเภท สวย หล่อ รวย เลว อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ไม่มีอยู่ในโลกจริงโลกนี้...

...เพราะฉะนั้นถ้าเวลามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องบันเทิงอย่างละครเนี่ย ช่อง 3 ก็เหมือนเวลาทำข่าวนั่นแหละ ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจในประเทศนี้ ยังไงก็หลบให้ เพราะเขาอยู่ได้ด้วยสัมปทานรัฐ จึงต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง”

ในประเด็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง อาจารย์สมเกียรติ คิดว่า รัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 ห้ามอยู่แล้ว ไม่ให้รัฐบาลเข้าไปตรวจรายการต่างๆ ก่อนออกอากาศหรือก่อนตีพิมพ์ไม่ได้ แต่ไม่ได้ห้ามเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเอง ซึ่งกรณีของละครเหนือเมฆคงมีแรงกระตุ้นมากระชากอยู่ข้างหลัง

ควรแบนนักการเมือง

 

“การเซ็นเซอร์ตัวเองนี่มันเป็นความจำเป็นของนักธุรกิจ คือ เราก็ไม่รู้หรอกว่ามีแรงข่มขู่ยังไง แต่รู้ว่าในที่สุดก็จะขอหยุดดีกว่า เพื่อได้ทำงานอย่างอื่นต่อไป กลับกันถ้ามี กสทช.มาดูแลโดยไม่มีระบบสัมปทานจากรัฐมาคอยบีบ ก็จะได้เห็นช่อง 3 หรือช่องอื่นๆ กล้าทำละครวิจารณ์สังคมและกล้าเสี่ยงที่จะทำอะไรให้กับสังคมมากขึ้น เวลานี้จะไปว่ามอมเมาหรือว่าน้ำเน่าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าถ้าขืนทำน้ำดีออกมาก็จะเห็นที่ช่อง 3 เป็น”

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใช่ว่าช่อง 3 จะเป็นฝ่ายเสียอย่างเดียว เพราะด้านหนึ่งการทำละครที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคมในเรื่องการทุจริตของภาครัฐแล้วถูกระงับการออกอากาศนั้น ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับช่อง 3 ทางใดทางหนึ่งด้วย แต่อีกด้านก็เป็นความผิดพลาดของผู้มีอำนาจรัฐที่ต้องการให้ละครระงับการเผยแพร่

“ผมเคยมีโอกาสได้คุยกับคุณประวิทย์ มาลีนนท์ แกบ่นเสมอเลยว่า จะให้ทำละครเพื่อสังคมมันทำได้ แต่มันขายไม่ได้ ซึ่งเหนือเมฆ 2 บอกให้เรารู้ว่าช่อง 3 เริ่มกล้าวิเคราะห์วิจารณ์สังคมผ่านบทละครมากขึ้น ไม่ใช่ช่อง 3 แบบเอาสนุกสนานเอาเงินอย่างเดียว กล้าเสี่ยงกับบทละครที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐ คือไม่ใช่รัฐบาลนี้โดยตรง แต่วิจารณ์สังคมที่อยู่ในช่วงทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการ รัฐหรือนักการเมืองมากขึ้น

...กรณีนี้ช่อง 3 ก็ได้ก้าวเข้าสู่การพัฒนาเพื่อสังคม และในแง่ของนิเทศศาสตร์ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วนะ ยิ่งกว่าละครได้ออกอากาศไปถึงตอนจบอีก เพราะไปทำให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องรู้แล้วว่าการทุจริตมันมีจริง

เพราะถ้าปล่อยให้คนดูเหนือเมฆจนจบก็คงไม่เป็นข่าวและไม่มีผลอะไรเลย แต่พอผู้มีอำนาจมาเห็น ผู้มีอำนาจนี่ก็เลยมาสั่งห้าม ผลเสียก็มาตกที่รัฐบาลจากการถูกวิจารณ์ว่าได้ปล่อยให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน”

มีคำถามชวนสงสัยว่า ยุคนี้จะมีการแทรกแซงสื่ออย่างรุนแรงเหมือนสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่?

“ด้วยความเป็นธรรม ไม่ว่าจะรัฐบาลใดก็แทรกแซงสื่อตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างผมที่ต้องหยุดทำรายการวิทยุสมัยคุณทักษิณก็เพราะไปเขียนบทความในนิตยสารฟาร์ อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว (Far Eastern Economic Review) นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ หรืออย่างช่อง 11 จะรัฐบาลไหนก็ไม่แพ้กัน เปลี่ยนผังรายการและอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งผู้อำนวยการตามใจชอบ หรือ อสมท ก็เปลี่ยนผู้บริหารตลอด...

พวกนักการเมืองอาชีพทั้งหลายเป็นคนที่ล้าสมัยมาก ทำให้ประเทศเราไปได้ช้า ไม่ว่าจะเรื่องอะไร รวมทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ก็คือนักการเมืองแหละ เป็นกลุ่มที่ล้าสมัยมากๆ ในเมืองไทย ไม่พัฒนาตนเอง ไม่เรียนรู้ว่าปรัชญาประชาธิปไตยมันเป็นยังไง เอาใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ที่จริงเราน่าจะแบนนักการเมืองไม่ใช่แบนละคร”

กระนั้น แม้ว่าในระยะนี้จะเกิดกระแสโจมตีรัฐบาลอย่างหนักในโลกไซเบอร์อันจากข้อสงสัยว่าแทรกแซงสื่อผ่านการถูกระงับออกอากาศ แต่อาจารย์สมเกียรติ เชื่อว่า กระแสนี้ก็คงอยู่แค่ในเฉพาะสังคมออนไลน์เท่านั้น ไม่สามารถขยายผลออกมาเป็นขบวนการขับไล่รัฐบาลได้

“ก็คงเป็นกระแสอย่างนั้นสักพัก เป็นเพียงการเกิดกระแส กระแสมันเกิดขึ้นเพราะนักข่าวทำให้เป็นข่าว พอข่าวนี้มันหมดก็มีข่าวอื่นมาแทน และก็ไม่มีการสื่อสารต่ออย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นมันก็ส่งผลกระทบชั่วคราวระยะสั้น คงไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลระยะยาว”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท