
ยึดบทเรียนคลิตี้
ภาครัฐควรต้องนำคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2556 ที่สั่งให้กรมควบคุมมลพิษ ชดใช้ค่าเสียหายจากการละเลยล่าช้าในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ให้แก่ชาวกะเหรี่ยงหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี จำนวน 22 ราย รายละ 177,199 บาท มาเป็นบทเรียนเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมแนวใหม่ในการสร้างสมดุลของการอยู่ร่วมกัน
ภาครัฐควรต้องนำคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2556 ที่สั่งให้กรมควบคุมมลพิษ ชดใช้ค่าเสียหายจากการละเลยล่าช้าในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ให้แก่ชาวกะเหรี่ยงหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี จำนวน 22 ราย รายละ 177,199 บาท มาเป็นบทเรียนเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมแนวใหม่ในการสร้างสมดุลของการอยู่ร่วมกัน
คำพิพากษาศาลในคดีนี้ นอกจากจะเป็นการเยียวยาความเสียหายให้กับชุมชนคลิตี้ล่าง ซึ่งรอคอยความยุติธรรมมาตั้งแต่ปี 2547 ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน และการชดเชยค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลต่อแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อชุมชนในพื้นที่อื่นๆ อีกด้วย
การต่อสู้ในคดีคลิตี้สะท้อนว่า ภาครัฐยังไม่มีมาตรการหรือนโยบายในการแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากมลพิษอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ภาระต้องตกกับชุมชนที่ต้องใช้สิทธิในการต่อสู้เรียกร้อง ทั้งที่หน่วยงานรัฐควรต้องเร่งแก้ไขเยียวยาในทันท่วงที
ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษจะต้องนำคดีนี้มาเป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติในทุกกรณีให้ทันต่อเหตุการณ์ นอกจากจะต้องมีแผนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้อย่างชัดเจนและจริงจังจากนี้แล้ว จะต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่ออุดช่องโหว่การประกอบกิจการที่ไร้ความรับผิดชอบ
ถึงเวลาที่ภาครัฐจะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อให้กองทุนสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เยียวยาที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบไม่จำเป็นต้องไปพึ่งศาลอีก
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเร่งผลักดันนำมาตรการการคลังมาบังคับใช้ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ที่ได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อมขึ้นแล้ว แต่ยังค้างอยู่ในสภาออกมาบังคับใช้
เพื่อให้เราทุกคนได้อาศัยอนาคตประเทศไทยบนเส้นทางสีเขียวที่เป็นจริง รัฐบาลจะต้องแสดงความกล้าหาญและเร่งตัดสินใจในประเด็นนี้อย่างเร่งด่วน เช่นที่ได้เอาจริงเอาจังในการผลักดันการชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง
ประเด็นปัญหาการปล่อยมลพิษจนก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมนุมยังมีอีกมากในหลายพื้นที่ที่รอวันปะทุ หากภาครัฐไม่ตระหนักในเรื่องนี้ ปัญหาจะยิ่งทวีความรุนแรง
ดังนั้น เพื่อไม่ให้การพัฒนาอุตสาหกรรมทำลายความสมดุลของระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและวิถีชีวิตของประชาชน การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสีเขียวนับจากนี้ ต้องสอดคล้องต่อแผนพัฒนาประเทศ
ทั้งหมดทั้งมวลล้วนต้องใช้ความรู้นำ หาใช่เหตุผลทางการเมืองนำ







