
ธุรกิจการเมือง ธุรกิจการสื่อ
เมื่อสื่อพูดถึงนัก “ธุรกิจการเมือง” หรือนักการเมืองเอาการเมืองไปทำ “ธุรกิจ” เพื่อตัวกูของกูได้ สื่อก็ต้องพูดถึง “นักธุรกิจการสื่อ” หรือนักการสื่อสารมวลชนที่นำสื่อไปทำธุรกิจ เพื่อตัวกูของกูได้เช่นเดียวกัน
เมื่อสื่อพูดถึงนัก “ธุรกิจการเมือง” หรือนักการเมืองเอาการเมืองไปทำ “ธุรกิจ” เพื่อตัวกูของกูได้ สื่อก็ต้องพูดถึง “นักธุรกิจการสื่อ” หรือนักการสื่อสารมวลชนที่นำสื่อไปทำธุรกิจ เพื่อตัวกูของกูได้เช่นเดียวกัน
ในอดีตสื่อถูกตั้งขึ้นมาด้วยการรวมตัวของนักแสวงหาความเป็นธรรม ใครทำสื่อในยุคโน้นมักจะยากจน จนถูกเรียกว่าพวก “ไส้แห้ง”
แต่หลังจากสังคมคลี่คลายเข้าสู่ทุนนิยมมากขึ้น โฆษณากลายเป็นธุรกิจสำคัญที่ทำให้ผู้ทำงานสื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น ครั้นมีการเปิดตลาดทุนตลาดหุ้นทำให้สื่อหลายรายก็นำองค์กรสื่อของตนเข้าไปแสวงหากำไรจากกลไกดังกล่าวไปพร้อมๆ กับการได้ “นาย” “นอกวงการ” เข้ามามีอิทธิพลต่อความเป็นสื่อไปโดยปริยาย
การเมืองของไทยแม้จะใช้ “วิธีการประชาธิปไตย” (Democratic Mean)คือการ “เลือกตั้ง” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “อำนาจอธิปไตย” มาปกครองประเทศ แต่ไม่ว่าจะเลือกตั้งกันสักกี่ครั้งด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใด ผู้แทนราษฎรกลับกลายเป็นของ “คนส่วนน้อย” คือทั้งของ “ชนชั้นสูง” และ “ชนชั้นนายทุน” ตลอดมา
เรียกในทางวิชาการว่า “ระบอบเผด็จการ ระบบรัฐสภา” สภาที่หลายคนเรียกกันว่า “สภาผัวสภาเมีย” หรือ “สภาโคตรตระกูล”
หลังความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ใหญ่ในรูปของขบวนการเหลืองแดงหรือพูดง่ายๆ ว่าเผด็จการสู้กัน ทำให้มีการใช้การสื่อสารเป็น “เครื่องมือ” ในการโฆษณาชวนเชื่อให้กับแต่ละฝ่าย จนนำมาซึ่ง “สื่อเหลือง” “สื่อแดง” แม้บางครั้งจะมีการกล่าวหากันว่าสื่ออีกฝ่ายเป็น “สื่อเทียม” แต่ข้อเท็จจริงก็คือเป็นสื่อจริงทั้งคู่ต่างที่ “ขบวนการทางการเมืองใด” เป็นเจ้าของหรือสื่อใดไปทำแนวร่วมกับขบวนการเมืองใดต่างหาก
การที่ “บรรษัทการเมือง” ยักษ์ใหญ่ 2 บรรษัท หรือขบวนเผด็จการ 2 ขบวนเผด็จการกระทำต่อกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะส่ง “คลื่นแห่งความแตกแยก” ไปยังกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคมเท่านั้น แต่ยังได้สร้างความแตกแยกในวงการสื่อที่ต่าง “จุดยืน” “ทัศนะ” และ “แนวทาง” อีกด้วย
ถามว่านักข่าว “รู้” ว่าการปกครองแบบเผด็จการเป็นปฐมเหตุแห่งปัญหาชาติหรือไม่ คำตอบก็คือ “ส่วนใหญ่” ไม่รู้! ที่ไม่รู้ก็เพราะผู้สื่อข่าวเหล่านั้นทำงาน “เพื่อเลี้ยงชีพ” ไปวันๆ เหมือนกรรมกรตามโรงงานทั่วๆ ไป แม้ว่าจะมีโอกาสสัมผัสกับข่าวสารมากกว่าประชาชนทั่วไปก็ตาม แต่ความไม่รู้ในวิชาการเมืองก็ทำให้พวกเขากลายเป็น “ปลาที่ไม่รู้จักน้ำ” “ทัพพีอยู่ในแกง แต่ไม่รู้รสแกง” ดังนั้นแต่ละวันเราจึงเห็นนักข่าวตีปิงปองข่าวทุกวัน หลายคนไม่เข้าใจ Concept ของคำว่าประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการว่าคืออะไร ไม่เข้าใจเรื่องลัทธิ ระบอบ การปกครอง ระบบ หรือวิธีการประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้การทำข่าวของพวกเขาจึงสาละวนอยู่ในวงไพ่เผด็จการสร้างหลอกประชาชน
เป็น “อุปสรรค” ต่อการปฏิวัติน้องๆ พวก Counter Revolutionary ทีเดียว
แม้ว่าผู้ทำงานสื่อ (นักข่าว นักเขียน) จะเป็น “กรรมกร” แต่เป็นกรรมกรที่ “เป็นได้” แค่ “เครื่องมือ” ของ “นายทุน” ไม่ใช่สื่อที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้แทน” หรือ “เครื่องมือ” ให้ชนชั้น (กรรมกร) ของตนเองไม่
การไม่ “หลุด” ออกจาก “กะลาครอบ” ทางการเมืองของระบอบเผด็จการทำให้สื่อกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของปัญหา” แทนที่จะช่วย “แก้ไข” ปัญหา
การทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของ“นายทุน” และ “ชนชั้นสูง” กันอย่างหน้ามืดตามัว
ในเมื่อเราไม่สามารถทำให้คนในชาติเป็นอรหันต์ได้ทุกคน ดังนั้นถ้าจะทำให้สังคมเสถียรหรือสั่นไหวน้อยที่สุด เราจำเป็นต้องทำอำนาจอธิปไตยระหว่าง “ชนชั้นสูง” “ชนชั้นกลาง” และ “ชนชั้นล่าง” ให้เกิดความสมดุล แล้วนำความสมดุลในอำนาจที่ได้มาทำสมดุลของผลประโยชน์ เพื่อทดแทนการผูกขาดอำนาจทางการเมือง “ของกลุ่มทุนผูกขาด” “โดยทุนผูกขาด” และ “เพื่อทุนผูกขาด” ที่สร้างทุกปัญหาชาติในทุกวันนี้
ปล.จะ “เลือกตั้ง” กันไปทำไม ถ้าเลือกตั้งแล้วได้มาซึ่งการ “ขูดรีด” ของนายทุน จะยอมให้ “ทหาร” ทำการรัฐประหารกันไปทำไม ถ้าการรัฐประหารแล้วนำมาซึ่งการ “กดขี่” ของชนชั้นสูง
หันมาสนใจการสร้าง “อำนาจอธิปไตยปวงชน” เพื่อให้ได้มาซึ่งการเมืองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนกันไม่ดีกว่าหรือ?
ปล.ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ที่ผ่านมาก็เล่นไพ่กัมพูชาตามสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสกันทั้งนั้นไม่มีรัฐบาลใดชวนกัมพูชามาเล่นไพ่ที่ไทยได้เปรียบตามสนธิโตเกียวเลย สหประชาชาติเขาให้ประเทศที่รุกรานคืนดินแดนที่ยึดคืนไปให้กับประเทศแม่ (ที่เป็นรัฐชาติมาก่อน) กัมพูชากับลาวเป็นรัฐชาติมาก่อนหรือ?







