posttoday
ค่าแรงเพิ่มรายได้ลกเสียงสะท้อนจากคนงาน

ค่าแรงเพิ่มรายได้ลกเสียงสะท้อนจากคนงาน

10 มกราคม 2556

โดย...สุนทร พงษ์เผ่า

โดย...สุนทร พงษ์เผ่า

ผลกระทบจากค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ หากฟังเสียงจากผู้ประกอบการ ผลกระทบที่ไม่อาจแบกรับต้นทุนค่าจ้างที่สูงขึ้น ทำให้โรงงานหลายแห่งเลิกจ้าง หรือร้ายแรงสุดถึงขั้นปิดกินการ อาจเป็นการฟังความจากผู้ประกอบการข้างเดียว แต่ข้อเท็จจริงจากตัวนายหน้าจัดหางานก็ไม่ต่างกันนัก ซ้ำยังฉายภาพปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้ต้องขบคิดกันมากขึ้น

วีระชัย เจารักเริงแสน นายหน้าบริษัทจัดหางาน หน้านิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ในฐานะที่คลุกคลีกับการจัดหาคนงานส่งเข้าโรงงานมากว่า 10 ปี บอกได้คำเดียวว่า ประเทศไทยเจ๊งแน่นอน เพราะค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยไม่ควรถึง 300 บาท และค่าจ้างในประเทศไทยไม่ควรเท่ากันทั้งประเทศ

“ผลการขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาท ที่ชัดเจนในฝ่ายนายจ้าง คือ ต้นทุนสูงขึ้น ปัญหาน้ำท่วมหนักเมื่อปี 2554 และยิ่งต้องมาเจอกับค่าจ้าง 300 บาทอีก ทำให้กลุ่มทุนจากต่างชาติเขาตัดสินใจง่ายมากขึ้น ว่าการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เป็นคำตอบที่ชัดเจนและเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่ากว่าที่จะทนลงทุนฟื้นฟูโรงงานในประเทศไทย”

นอกจากปัญหาที่โรงงานต่างชาติอาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ค่าจ้างถูกกว่าไทยแล้ว วีระชัย ยังมองว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงว่าจะเป็นปัญหาตามมา คือ การเลิกจ้างหรือไม่รับแรงงานหญิง

“ต่อไปแรงงานหญิงจะตกงานมากขึ้น โรงงานประเภทอุตสาหกรรมหนัก เช่น ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ นักนิยมใช้แรงงานผู้ชาย ซึ่งตอนนี้อาจยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะว่ากำลังซื้อเข้าจากรถอีโคคาร์และรถคันแรกเข้ามาสูง การจ้างงานจึงมีอยู่ในกลุ่มธุรกิจนี้”

ประเด็นผลกระทบอีกอย่าง คือ จะไม่มีการบรรจุแรงงานเข้าเป็นพนักงานของโรงงาน เพราะมีความสุ่มเสี่ยงตลอดเวลาที่นายทุนต่างชาติพร้อมย้ายฐานการผลิต ส่วนใหญ่จึงนิยมจ้างแรงงานแบบเฉพาะกินผ่านบริษัทซับคอนแทรกต์ และบริษัทจัดหางานก็จะหาแรงงานส่งให้โรงงานยากขึ้น เพราะหาแรงงานจากต่างจังหวัดมาทำงานไม่ได้

“เพราะเมื่อค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่แรงงานจะต้องมาทำงานที่พระนครศรีอยุธยา หางานทำแถวบ้านนอกดีกว่า ไม่เสียค่าเช่าบ้าน ไม่ต้องจากบ้านเกิด”

ประเด็นต่อไปเมื่อเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียน จะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาจำนวนมากและมาแย่งงานคนไทยแน่นอน จากเดิมแรงงานต่างด้าวจะทำเพียงแรงงานที่ใช้แรงกาย แบกหาม ก่อสร้าง หรือลูกจ้างทั่วไป อนาคตแรงงานต่างด้าวจะกลายเป็นหนุ่มสาวโรงงานทั่วประเทศไทย

ด้าน เอกชัย รักประสิทธิ์ นายหน้าจัดหาอีกรายหนึ่งก็มองว่า ทุกวันนี้ความต้องการแรงงานผ่านนายหน้าจัดหางานลดลงกว่า 50% และส่วนใหญ่ระบุต้องการแรงงานชายมากกว่าแรงงานหญิง โดยธุรกิจประเภทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีการสั่งแรงงานเข้ามาน้อยมาก แต่พวกชิ้นส่วนยานยนต์ยังพอมีให้ติดต่อจัดหาแรงงานเข้ามา การขึ้นค่าจ้างที่เกิดขึ้นไม่ได้มีมุมบวกเพียงมุมเดียว แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นมากมาย เพราะค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายทุกด้านที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว สินค้าต่างๆ ปรับราคาแพงขึ้นเพื่อให้สอดรับกับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น

ในขณะที่ผู้ใช้แรงงานเองก็สะท้อนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เห็นอีกมุมหนึ่งของการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท

กรรณิการ์ จำรูญหิน ซึ่งจากบ้านเกิด อ.วังสะพุง จ.เลย มาเป็นสาวโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ บอกว่า แม้โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของจังหวัดที่เธอกำลังทำงานอยู่จะยังไม่มีการเลิกจ้าง เพราะผลกระทบของค่าจ้าง 300 บาท แต่เธอก็ต้องมองหางานใหม่ เพราะการขึ้นค่าจ้าง ใช่ว่าจะทำให้รายได้เธอมากขึ้น ตรงข้ามกลับทำให้รายได้ที่เคยรับวันละกว่า 400 บาท ลดลงเหลือแค่วันละ 300 บาทเท่านั้น

“ก่อนจะมีการขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาท ตามนโยบายรัฐบาล ได้รับค่าจ้างวันละ 267 บาท แต่มีการทำงานล่วงเวลาหรือโอทีวันละ 4 ชั่วโมง ได้ค่าจ้างเพิ่มอีกวันละ 175 บาท เท่ากับว่าทำงานได้ค่าจ้างรวมแล้ววันละ 440 บาท แต่พอมาขึ้นค่าจ้าง 300 บาท การจ้างงานแบบโอทีไม่มีเลย เท่ากับใน 1 วันมีค่าจ้าง 300 บาทเท่านั้น และการทำงานในวันหยุดที่เคยได้ 2 แรง ก็ไม่มีเช่นกัน เมื่อนโยบายการหยุดจ้างโอทีของนายจ้างออกมาชัดเจนแบบนี้ จึงต้องออกหางานใหม่ เลือกหางานที่รับประกันว่าจะมีโอทีเสริมแม้จะหายาก”

แม้จะเพิ่งเริ่มต้นนโยบายค่าจ้าง 300 บาท ได้ไม่กี่วัน แต่ผลกระทบก็ปรากฏผลให้เห็นกันแล้ว และหากเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า หากผ่านไป 3 เดือนเมื่อไหร่ ผลกระทบจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาท จะชัดเจนเมื่อนั้น ก็น่าวิตกว่าปัญหาที่จะตามมานั้นน่าวิตกอย่างมาก

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ