posttoday
อนาคตท่าเรือทวาย"ถ้ามีเงินก็ไปเร็ว"

อนาคตท่าเรือทวาย"ถ้ามีเงินก็ไปเร็ว"

10 มกราคม 2556

โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า เป็นอีกเมกะโปรเจกต์ที่ว่ากันว่าจะเป็นการพลิกโฉมระบบคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค ในการเดินหน้าสู่เออีซี

คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้หยิบยกวาระนี้ขึ้นพิจารณา และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบถามความคืบหน้าแต่ละด้าน ทั้งผลดี ผลเสียที่ประเทศไทยจะได้รับทั้งระยะสั้น ระยะยาว

“ชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ” รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เริ่มต้นอธิบายว่า นับจากนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ในพื้นที่ฝั่งไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนน มอเตอร์เวย์ ทางรถไฟที่จะเกิดในอนาคต โรงไฟฟ้า ท่อก๊าซ น้ำมัน 2.การพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทยพม่า ด่านบ้านพุน้ำร้อน เตรียมเร่งเจรจาให้เปิดด่านถาวร และออกแบบการตรวจคน ตรวจสินค้า ตรวจเอกสาร ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งพัฒนาพื้นที่

3.โครงการในทวาย เริ่มตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ถนนจากชายแดนไทยไปถึงบ้านห้วยน้ำร้อน ระยะทาง 132 กม. ซึ่งทางบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือไอทีดี ดำเนินการไปแล้ว และอยู่ระหว่างการศึกษา ออกแบบก่อสร้างมอเตอร์เวย์ในอนาคต

ชาญวิทย์ บรรยายอีกว่า ท่าเรือน้ำลึกจะเริ่มต้นจากการสร้างท่าเรือเล็ก และปี 2558 ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกระยะที่ 1 เพื่อรองรับการเป็นเขตอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า ซึ่งวางแผนระยะที่ 1 สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 33 เมกะวัตต์ ระยะที่สอง 180 เมกะวัตต์ และก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 400 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับโครงการต่อไป ซึ่งศึกษาทำอีไอเอ และหารือเจรจาภาคเอกชนร่วมทุนต่อไป

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้แจงเรื่องสัดส่วนการลงทุนระหว่างไทยพม่า ว่า เป็นเท่าไหร่ ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอพิจารณาในรายละเอียดที่ยังไม่ชัดเจนหลายด้าน ทั้งกฎระเบียบ ประเทศที่ลงทุนว่ามีกี่ประเทศ ซึ่งเบื้องต้นพม่าระบุว่าสนใจอยากให้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วม

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการดำเนินการจะใช้ลักษณะ “เอสพีวี” เพราะเอื้อให้เอกชนมาลงทุน หรือรัฐบาลประเทศอื่นมาลงทุนได้ภายใต้กรอบนี้ ฝ่ายนโยบายจะไปดูว่าจะไปลงทุนอะไร นักลงทุน รัฐไหน ประเทศไหน สนใจก็มาใส่เงิน “กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน” และนำเงินนี้ไปลงทุนต่อในพม่า ทำให้รัฐไม่ต้องลงทุนมา ส่วนขั้นตอนการดำเนินการจะทำในลักษณะ “เอสพีซี”

ระหว่างนี้ยังต้องรอพิจารณาในส่วนของกฎระเบียบของทางพม่า ว่าการลงทุนจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่าไหร่ หากยังไม่ชัดเจนก็จะคำนวณการเงินได้ไม่แน่นอน โดยขณะนี้พม่ากำลังจะยกเลิกระบบเดิม และหันมาใช้ระบบ“สเปเชียล อีโคโนมิก โซน” เดียวกันหมดทั้งประเทศ แต่ยังไม่ผ่านสภา พม่าจึงยังต้องรอความชัดเจน

“เนตรปรียา ชุมไชโย” ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ท่าเรือทวายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าที่มาร์เก็ตติงของประเทศ จัดทริปคณะผู้แทนการค้า ทั้งส่งออกนำเข้าไทยพม่า ไปดูงานท่าเรือทวาย แต่ปริมาณการค้ามีน้อยมาก การที่จะผลักให้ใครไปใช้ ต้องมีปริมาณเทรดก่อน ที่เรือทุกลำไปสิงคโปร์ เพราะปริมาณเทรดทั้งหมดไปลงตรงนั้น ซึ่งวิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์ที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของน้ำมันที่มีความพร้อม

“สมเจตน์ ทิณพงษ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวาย ดีเวลลอปเม้นท์ (DDC) ในเครือไอทีดี ระบุว่า โครงการนี้เริ่มทำเอ็มโอยูตั้งแต่รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ตั้งแต่ปี 2551 และทางไอทีดีได้ไปดำเนินการตามเอ็มโอยู ต่อมาปี 2555 จึงมีการทำเอ็มโอยูอีกครั้ง เพื่อที่จะให้ทั้งสองรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในโครงการระหว่างดำเนินการ ทางไอทีดีเริ่มดำเนินการทั้งสร้างถนนชั่วคราวจากชายแดนไปถึงตัวโครงการ และได้รับสิทธิจากพม่าให้เข้าไปเวนคืนเตรียมพื้นที่ในพม่า

“ถ้ามีเงิน กระบวนการจะเคลื่อนตัวเร็วมาก เพราะการขับเคลื่อนโดยเอกชนด้วยวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ที่คล่องตัวกว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด คาดว่าเมืองใหญ่ๆ ทั้งเมืองจะใช้เวลาก่อสร้างเพียงแค่ 56 ปีก็เรียบร้อย” ผู้แทนจากไอทีดี กล่าวอย่างมั่นใจ

ขณะที่ผู้แทนจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกระทรวงคมนาคม ได้ยืนยันความพร้อมจะทำการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อ 2 ประเทศ ว่า เส้นทางชายแดนไทยถึงบ้านพุน้ำร้อน ระยะทาง 70 กม. อยู่ในระหว่างการศึกษาของกรมทางหลวง คาดว่าในปลายปีนี้จะดำเนินการได้ ส่วนเส้นทางรถไฟอาจต้องใช้เวลานานมากถึงประมาณปี 2563 เพราะด้วยภูมิภาคนี้เป็นภูเขาตะนาวศรี ต้องเจาะอุโมงค์เป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร

ขณะเดียวกัน ทางไอทีดีได้ปรับพื้นที่เพื่อเตรียมรองรับนักลงทุน นักพัฒนาแล้ว หากมีเงินทุนก็สามารถเริ่มสร้างท่าเรือได้เลย เวลานี้เหลืออีก 2 ปี จะเริ่มเข้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การขนส่งสินค้ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเชื่อมโยงกัน

ดังนั้น ถ้ามองสภาพภูมิศาสตร์ แหลมฉบังอยู่มหาสมุทรแปซิฟิก ท่าเรือทวายอยู่มหาสมุทรอินเดีย ถ้าเชื่อมโยง 2 มหาสมุทรเข้าด้วยกัน ประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงก่อนประเทศอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าไทยจะได้โอกาสและประโยชน์

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน