
เปิดผลสำรวจบริษัทไทย40%ไร้แผนรับมือเออีซี
ที่ปรึกษาธุรกิจ “ออคิด สลิงชอท” เผยผลสำรวจความพร้อมไทยสู่เออีซี พบภาคธุรกิจ 40% ไร้แผนปรับตัว
ที่ปรึกษาธุรกิจ “ออคิด สลิงชอท” เผยผลสำรวจความพร้อมไทยสู่เออีซี พบภาคธุรกิจ 40% ไร้แผนปรับตัว
นายอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา กรรมการบริหาร บริษัท ออคิด สลิงชอท บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ เปิดเผยว่า จากการทำสำรวจเรื่องศักยภาพและการเตรียมความพร้อมขององค์กรไทยเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จากพนักงานบริษัททั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีรวม 253 บริษัท ช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2555 พบว่ามีบริษัทมากถึง 40% ที่ยังไม่มีแผนใดๆ รองรับการเปิดเออีซีในปี 2558 และยังมีอีก 15% ที่ไม่ทราบว่าบริษัทของตัวเองมีแผนรับมือหรือไม่
สำหรับองค์กรอีก 45% ที่เตรียมความพร้อมบ้างแล้ว ก็ยังเตรียมการเพียงแค่บางด้าน โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กรจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถผู้บริหารเป็นลำดับแรก ตามด้วยการสร้างสมรรถนะมาตรฐานให้บุคลากร ขณะที่ด้านบริหารจัดการต้นทุนได้รับการใส่ใจน้อย ในระดับพนักงานก็เน้นปรับตัวในด้านทักษะภาษาอังกฤษเป็นหลัก มีเพียง 2030% ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะฝีมือตนเองให้ได้มาตรฐานนานาชาติ และฝึกภาษาอื่นๆ ในอาเซียน
“สถานการณ์ปัจจุบัน ภาษาอาเซียนถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ เพราะกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เราพึ่งพิงอยู่ ทั้งจากนี้และในอนาคต เป็นกลุ่มแรงงานพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ละองค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะภาษาอาเซียนของพนักงานเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่” นายอภิวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มคนในแต่ละช่วงอายุยังมีความเข้าใจ และมุมมองต่อเรื่องการเปิดเออีซีแตกต่างกัน โดยกลุ่มอายุ 48 ปีขึ้นไป (Baby Boomer) หรือผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จะมีความเข้าใจและมองว่าการเปิดเออีซีเป็นโอกาสมากกว่ากลุ่มอื่นๆ คิดเป็น 70% ขณะที่กลุ่มอายุ 33-47 ปี (Gen X) หรือผู้บริหารระดับกลาง มีเพียง 58.17% และกลุ่มอายุ 22-32 ปี (Gen Y) หรือระดับพนักงาน 48.65% ที่มองว่าการเปิดเออีซีเป็นโอกาส
การมองโอกาสจากการเปิดเออีซี จะแปรตามความรู้ความเข้าใจของแต่ละบุคคล กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเข้าถึงแหล่งข้อมูลทั้งจากสื่อมวลชน ภาครัฐ สมาคมวิชาชีพ จึงมองเห็นโอกาสมากกว่ากลุ่มผู้บริหารระดับกลางและพนักงาน
“สิ่งที่ต้องเร่งทำจากนี้ คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเออีซีให้แก่พนักงานทุกระดับ เพราะหากผู้บริหารระดับกลางลงมา ซึ่งเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนองค์กร ขาดความเข้าใจ ย่อมทำให้แต่ละองค์กรขาดแคลนพนักงานที่พร้อมรับมือเออีซี ท้ายที่สุดภาคธุรกิจก็จะเกิดสงครามแย่งชิงบุคลากรขึ้น ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังระบุว่า เอสเอ็มอี 64.52% และองค์กรขนาดใหญ่อีก 54.35% ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะด้านพัฒนาความรู้และทักษะบุคลากร” นายอภิวุฒิ กล่าวภาครัฐจึงควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่เน้นบทบาทในการกระตุ้นทางตรง เป็นผู้รณรงค์และดำเนินการเองทั้งหมด ก็ต้องเพิ่มบทบาทในการกระตุ้นทางอ้อม เช่น ร่วมมือกับสื่อมวลชน สถาบันการศึกษา และสมาคมวิชาชีพ ดำเนินการทั้งให้ความรู้และอบรมทักษะบุคลากรในแต่ละด้าน เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของภาคธุรกิจ







