
ขรก.อ่วมหนี้ ครอบครัวละ 1 ล้าน
โดย...ปริญญา ชูเลขา
โดย...ปริญญา ชูเลขา
ในแต่ละปีสถานการณ์งบประมาณแผ่นดินที่เป็นตัวเลขรายจ่ายบุคลากรภาครัฐพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งนโยบายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ทำให้รายจ่ายบุคลากรมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นประมาณ 27-36% ต่อปี
ปัจจุบันจำนวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐแยกตามประเภทข้าราชการ รวม 2.72 ล้านคน ล่าสุดงบประมาณรายจ่ายบุคลากรข้าราชการปี 2556 ใช้งบประมาณ 798,317 ล้านบาท
ทั้งนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รายงานผลสำรวจภาวการณ์ครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญปี 2555 นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ซึ่งพบว่าข้าราชการเป็นหนี้กันถ้วนหน้า
ผลการสำรวจดังกล่าว ระบุว่า ครอบครัวข้าราชการทุกประเภทและที่มีระดับตำแหน่งทั่วประเทศ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 49,915 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าตอบแทนที่ได้รับเป็นประจำจากการทำงาน เช่น เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มพิเศษ 83% รองลงมา คือ รายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัว 9% รายได้ที่ได้รับเป็นครั้งคราว เช่น ค่าเบี้ยประชุม ค่าล่วงเวลา โบนัส 2.3% รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน 1.5% และรายได้อื่นๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล และเงินช่วยเหลือจากบุคคลอื่น เป็นต้น 3.8%
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายของครอบครัวข้าราชการทุกประเภทและระดับตำแหน่งทั่วประเทศ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 41,081 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม 20.6% รองลงมา คือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทาง การสื่อสาร 15% ค่ายานพาหนะ อุปกรณ์ 13.5% ค่าเครื่องแต่งบ้าน เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 9.2% ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า 8.4% การศึกษา 2% การบันเทิง การอ่าน 5% ยา เวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาล 3.5% ค่าที่อยู่อาศัย 2.6% ค่าจ้างส่วนบุคคลและค่าใช้จ่ายสมทบ 1.3% ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค เช่น ภาษี ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าซื้อสลากกินแบ่ง ฯลฯ 13.4%
ในขณะที่หนี้สินของครอบครัวข้าราชการ พบว่ามีหนี้สิน 83.2% มีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 1,111,425 บาทต่อครอบครัวที่มีหนี้ และพบว่าข้าราชการประเภททั่วไปมีสัดส่วนของครอบครัวที่เป็นหนี้สูงสุด 86.3% รองลงมา คือ ข้าราชการประเภทวิชาการและอำนวยการ 83.4% และ 65.5% ส่วนข้าราชการประเภทบริหารมีสัดส่วนที่เป็นหนี้ต่ำสุด 31.9% แต่จำนวนเงินที่เป็นหนี้กลับพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามประเภทและระดับตำแหน่งที่สูงขึ้น กล่าวคือ ประเภทบริหารมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ยสูงสุด 1,511,645 บาท และข้าราชการประเภททั่วไปมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่ำสุด 996,931 บาท
สำหรับวัตถุประสงค์ของการเป็นหนี้ของครอบครัวข้าราชการ คือ หนี้เพื่อที่อยู่อาศัยที่สูงที่สุด 54.7% รองลงมาเป็นหนี้เพื่อซื้อ หรือซ่อมแซมยานพาหนะ 16.5% เพื่อใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภค 15.4% เพื่อการลงทุนในธุรกิจของครอบครัว 5.9% และหนี้เพื่อการศึกษา 3.6%
ทั้งนี้ เปรียบเทียบรายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สิน และหนี้สินต่อรายได้ ในปี 2551-2555 พบว่าครอบครัวข้าราชการมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่าย โดยรายได้และค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กล่าวคือ รายได้เพิ่มจาก 41,139 บาท ในปี 2551 เป็น 43,650 บาท และ 49,915 บาท ในปี 2553 และปี 2555 ตามลำดับ ส่วนค่าใช้จ่ายในปี 2553 ลดลงจากปี 2551 เล็กน้อย จากนั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2555 คือ จาก 32,411 บาท ในปี 2551 เป็น 41,081 บาท ในปี 2555 เมื่อพิจารณาจำนวนหนี้สินพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 749,771 บาท ในปี 2551 เป็น 1,111,425 บาท ในปี 2555 เมื่อพิจารณาจำนวนหนี้สินพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 18.2 เท่า ในปี 2551 เป็น 20 เท่า ในปี 2553 และ 22.3 เท่า ในปี 2555
อย่างไรก็ตาม ผลจากการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ของข้าราชการ ทาง ครม.ยังได้เห็นชอบระเบียบของสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่าด้วยการเพิ่มศักยภาพในการทำงาน โดยมีสาระสำคัญ คือ กรณีการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการ กรณีเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการตนได้โดยสม่ำเสมอนั้น จะต้องปรากฏว่ามีวันลาป่วยรวมกัน 1 ปี เกิน 120 วันทำการ หรือมีวันลาป่วยรวมกันเกิน 60 วันทำการในแต่ละปีงบประมาณ ติดต่อกัน 2 ปี
ทั้งนี้ ไม่รวมกรณีเจ็บป่วยเพราะเหตุปฏิบัติราชการในหน้าที่ ซึ่งระเบียบดังกล่าวนี้ได้กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาส่งตัวผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นั้นไปรับการตรวจจากสถานพยาบาลของรัฐ เพื่อนำผลการตรวจและความเห็นของแพทย์มาประกอบการพิจารณา กรณีเห็นว่าผู้นั้นต้องลาป่วยต่อไปจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งให้ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น เข้ารับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการกรณีที่สถานพยาบาลของรัฐเห็นว่าผู้นั้นต้องเข้ารับการบำบัดรักษาเป็นเวลาเกิน 120 วัน ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนด้วย







